Are you the publisher? Claim this channel


Embed this content in your HTML

Search

Report adult content:

click to rate:

Account: (login)

More Channels


Channel Catalog


Articles on this Page

(showing articles 1 to 20 of 1192)
(showing articles 1 to 20 of 1192)

Channel Description:

คสช,Thai government, รัฐบาลไทย, ทำเนียบรัฐบาล,thaigov,คสช.,คณะรักษาความสงบแห่งชาติ,แถลงการณ์ คสช.,ข่าว,แถลงข่าว คสช.,รัฐบาล,ทำเนียบ,คำสั่ง คสช.,นโยบายรัฐบาล,หัวหน้า คสช.,กระทรวง,ข่าว,เดินหน้าประเทศไทย,คืนความสุขให้คนในชาติ,NCPO

(Page 1) | 2 | 3 | 4 | .... | 60 | newer

    นายกรัฐมนตรียืนยันการแก้ไขรัฐธรรมเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และประชาชน

    นายกรัฐมนตรีระบุ รัฐบาลไม่เร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องการให้รัฐธรรมนูญมาจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

     

    วันนี้ (25 ธ.ค.55) เวลา 12.30 น. ณ บริเวณหน้าตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีข่าวว่า มีความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยว่า เป็นความเห็นที่มีความคิดต่างไม่ได้มีความขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นปกติของกระบวนการมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ความเห็นส่วนตัวของตนเองเป็นการถกเรื่องของวิธีการ ยังไม่ได้มีการถกกันว่าจะทำอย่างไรในเรื่องของรายละเอียด ว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญรูปแบบไหน มาตราอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร รวมไปถึงการทำประชามติว่าจะทำอย่างไร ซึ่งคณะทำงานต้องลงไปทำความเข้าใจ ติดตามสอบถามความคิดเห็นของแต่ละภาคส่วนก่อน วันนี้ไม่ได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องการให้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นประโยชน์เป็นทางออกของประเทศต่อไป

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า กรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมุ่งที่จะช่วยเหลือ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ที่ผ่านมาเป็นการคุยถึงวิธีการทำให้เกิดการคาดคะเนไปต่าง ๆ นานา จึงต้องการให้คณะทำงานคุยในเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญก่อน เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินการรูปแบบไหน ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ยืนยันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ต้องการให้รัฐธรรมนูญมาจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ในฐานะของรัฐบาลต้องการให้กระบวนการมีส่วนเป็นที่ยอมรับของสังคมเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

     

    ......................................................

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วีรพงษ์ รายงาน

     


    ครม.รับทราบแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของกระทรวงคมนาคม

    กระทรวงคมนาคมได้จัดทำ “แผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556” ขึ้น เพื่อเตรียมการรองรับการเดินทางของประชาชน

    วันนี้ (25 ธันวาคม 2555) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของกระทรวงคมนาคม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

    ด้วยกระทรวงคมนาคมได้จัดทำ “แผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556” ขึ้น เพื่อเตรียมการรองรับการเดินทางของประชาชน เนื่องจากในช่วงเทศกาลดังกล่าวประชาชนมีความต้องการในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาทั้งในด้านการให้บริการขนส่งสาธารณะ สภาพการจราจรติดขัด แออัดและมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาอุบัติเหตุ รวมทั้งยังอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหลายหน่วยงาน โดยแผนอำนวยความสะดวกฯ ดังกล่าว มีเป้าหมายหลักที่ต้องการให้ประชาชนกลับบ้านและท่องเที่ยวอย่างมี “ความสุข สะดวก และปลอดภัย” ด้วยการดูแลอำนวยความสะดวกในการให้บริการรถสาธารณะประเภทต่างๆ และการซ่อมแซมถนน เส้นทางหลักและเส้นทางเลี่ยงให้ใช้การได้อย่างดี ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจและชัดเจน ทั้งนี้ แผนอำนวยความสะดวกฯดังกล่าว สอดคล้องกับแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ที่กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2555 – 2 มกราคม 25556 ซึ่งประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนการให้บริการและอำนวยความสะดวกใน      การเดินทาง แผนงานด้านความมั่นคง และแผนงานด้านความปลอดภัย ดังนี้

    1. แผนงานการให้บริการและอำนวยความสะดวก ได้แก่

    1.1 บริการการขนส่งสาธารณะ

    หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดเตรียมพื้นที่สถานีขนส่ง ชานชาลา และพื้นที่จอดรถสำรองให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชน รวมทั้งจัดเตรียมและเพิ่มจำนวนรถโดยสารประจำทาง/ ไม่ประจำทางเพิ่มจำนวนตู้โดยสารรถไฟและเที่ยววิ่ง เพิ่มเที่ยวบินเสริมพิเศษ เพื่อรองรับปริมาณการเดินทาง

    1) บริษัท ขนส่ง จำกัด เพิ่มจำนวนเที่ยวรถขาไป-ขากลับ

    2) การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถและเพิ่มตู้โดยสาร ดังนี้

    จัดขบวนรับผู้โดยสารประจำ 242 ขบวน/วัน จะเพิ่มตู้โดยสารโดยเฉพาะขบวนรถด่วน รถเร็ว ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2556 อีกขบวนละ 1-2 ตู้ หรือให้เต็มหน่วยลากจูง สามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอไม่ตกค้างตามสถานี หรือรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 100 คน/ขบวน

    3) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารประจำทาง

    3.1) การเดินรถโดยสารประจำทาง จำนวน 108 เส้นทางให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 – 2 มกราคม 2556

    3.2) จัดเดินรถเชื่อมต่อสถานีขนส่ง จำนวน 4 สถานี รวม 35 เส้นทาง โดยจัดเดินรถ แยกช่วงการเดินรถ ขาออก ช่วงวันที่ 28 – 31  ธันวาคม 2555 และขาเข้า ช่วงวันที่ 1 – 2  มกราคม  2556

    3.3) จัดรถ Shuttle Bus รถเฉพาะกิจ จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่เส้นทางจตุจักร – อู่กำแพงเพชร 2 และเส้นทางจตุจักร – BTS – อู่กำแพงเพชร 2

    3.4) จัดรถปรับอากาศเดินรถร่วมกับบริษัท บขส. ช่วงวันที่ 28 ธันวาคม 2555 - 2 มกราคม  2556 จำนวน 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกรุงเทพ – อยุธยา และเส้นทางกรุงเทพ – สระบุรี

    4) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มเที่ยวบินพิเศษเส้นทางไป-กลับ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2555 และวันที่ 1-3 มกราคม 2556 เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวน 26 เที่ยวบิน จำนวน 7,000 ที่นั่งในเส้นทางบินภายในประเทศระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-เชียงราย และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต และระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น รวมทั้งเพิ่มจุดเช็คอิน พร้อมเพิ่มพนักงานให้บริการให้เพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร

    5) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ขยายเวลาในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2555 จนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2556

    6) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพิ่มความถี่ในการให้บริการและขยายเวลาให้บริการ ในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยออกจากต้นทาง (สุวรรณภูมิและพญาไท) และให้บริการเที่ยวสุดท้ายเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2556

    7) กรมการขนส่งทางบก จัดรถโดยสารสาธารณะรองรับการเดินทางของผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อเนื่องไปยังจังหวัด/อำเภอ/หมู่บ้านต่างๆ เพิ่มขึ้นและให้เพียงพอ

    1.2 การอำนวยความสะดวกด้านโครงข่ายถนน

    กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท มีแผนงานการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยด้านการจราจรในช่วงก่อนเทศกาล ระหว่างเทศกาล และหลังเทศกาล รวมทั้งมีการติดตาม รายงาน ประเมินผล และวิเคราะห์จุดเสี่ยง / จุดอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม โดยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

    1.3 การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าเรือ/สถานีขนส่ง/ ท่าอากาศยานและอาคารผู้โดยสาร /สถานีรถไฟ

    กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมการบินพลเรือน และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จัดเตรียมพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้มีความพร้อมรองรับปริมาณการใช้บริการของประชาชน

    1.4 อำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลการจราจร ดำเนินการโดย

    1) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (ศทท.สปค.)

    2) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (ศทท.สนข.)

    2. แผนงานด้านความมั่นคง

    หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการให้มีการจัดเวรยาม และเฝ้าระวังสังเกตการณ์      การกวดขันอยู่เวรยามประจำสถานีขนส่งผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความตรวจตรา ความเรียบร้อยในบริเวณโดยรอบการเพิ่มการสังเกต เฝ้าระวังเหตุการณ์และวัตถุแปลกปลอมและสิ่งผิดปกติ รวมทั้ง       การสังเกตบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยตลอดจนเตรียมรองรับเหตุฉุกเฉินสำหรับให้การช่วยเหลือในกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินโดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ

    3. แผนงานด้านความปลอดภัย

    ประกอบด้วย

    3.1 มาตรการด้านการบริหารจัดการผู้ขับขี่/ผู้โดยสารปลอดภัย มีหน่วยงานที่ดำเนินการ ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

    3.2 มาตรการยานพาหนะปลอดภัย

    1) กรมการขนส่งทางบก เพิ่มมาตรการตรวจความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรีให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานโดยจัดกิจกรรม “ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน”

    1.1) ช่วงก่อนเทศกาล ประมาณ 1 เดือน ตั้งจุดให้บริการรวมทั้งสิ้น 2,343 แห่ง โดยมีภาคเอกชนที่ร่วมดำเนินงาน ประกอบด้วยศูนย์บริการต่าง ๆ ตรอ. บริษัทประกันภัย ฯลฯ

    1.2) ช่วงระหว่างเทศกาล ตั้งจุดให้บริการบนถนนสายหลักทั่วประเทศ จำนวน 250 แห่ง โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา

    2) บริษัท ขนส่ง จำกัด

    2.1) จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถโดยสารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

    2.2) จัดเตรียมช่างพร้อมจัดเตรียมอะไหล่สำรอง

    2.3) จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบส่วนควบรถโดยสาร

    3) กรมเจ้าท่า ให้เจ้าของเรือและผู้ควบคุมเรือ ตรวจสภาพเรือและระมัดระวังในการเดินเรือดังต่อไปนี้

    3.1) ให้มีการตรวจสภาพความพร้อมของตัวเรือ และเครื่องจักรว่ามีความเหมาะสมกับสภาพในการที่จะใช้

    3.2) จัดหาอุปกรณ์ประจำเรือ เช่น พวงชูชีพ เสื้อชูชีพ เบาะ ที่นั่ง ชูชีพ เครื่องดับเพลิง ให้พร้อมใช้งานได้ทุกเวลา

    3.3) เรือโดยสาร ต้องมีป้ายแสดงจำนวนคนโดยสารไว้ในที่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

    3.4) โป๊ะเทียบเรือ ต้องมีป้ายระบุจำนวนคนโดยสารที่สามารถรับน้ำหนักได้ไว้ที่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน มีความมั่นคง แข็งแรง และเหมาะสมกับสภาพการใช้

    3.5) บนโป๊ะเทียบเรือ ต้องมีพวงชูชีพพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีตามมุมของโป๊ะหรือสถานที่ที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที อย่างน้อย 4 พวง

    3.3 มาตรการถนนปลอดภัย

    กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง ถนน และสะพานในความรับผิดชอบให้มีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการรองรับปริมาณการเดินทางของประชาชน ทั้งในเรื่องของผิวการจราจร สัญญาณไฟป้ายและเครื่องหมายจราจร รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมในพื้นที่ที่รับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง

    3.4 มาตรการบังคับใช้กฎหมาย

    กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถบนทางหลวงสายหลักตามแนวเส้นทางการเดินทางของประชาชนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ จำนวน 11 จุด        ในท้องที่ของจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้

    ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำปาง กำแพงเพชร และพิษณุโลก

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์

    ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง

    ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา

    3.5 มาตรการด้านสังคม

    บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน   เพื่อร่วมมือกัน ในการตรวจความพร้อมและวินัยการขับขี่ของผู้ขับขี่ โดยมีหน่วยงานที่ดำเนินการ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท

    3.6 มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์

    1) กรมการขนส่งทางบก ติดตั้งป้ายรณรงค์กลางแจ้งขนาดใหญ่ 200x400 ตารางเมตร ในท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 5 ป้าย และในส่วนภูมิภาคจำนวน 8 ป้าย ประชาสัมพันธ์รณรงค์ความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่ผ่านสื่อโทรทัศน์รวม 300 ครั้ง สื่อวิทยุรวม      ไม่น้อยกว่า 650 ครั้ง หนังสือพิมพ์รายวันและราย 3 วัน รวม 15 ครั้ง ส่ง SMS เตือนภัย 700,000 ครั้ง และจัดรายการ “สัญจรปลอดภัยกับกรมการขนส่งทางบก” ทางวิทยุชุมชนวันละ 1 ชั่วโมงทุกจังหวัดรวม 82 สถานี

    2) กรมทางหลวง รณรงค์เผยแพร่กิจกรรม/ผลการดำเนินงาน       แถลงข่าว/จัดทำและแจกจ่ายแผ่นพับแนะนำเส้นทางเลี่ยง/ทางลัด รวมทั้ง รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และ ผู้ใช้เส้นทาง

    3) กรมเจ้าท่า ดำเนินการขอให้สถานีวิทยุกระจายเสียง รวมทั้งสื่อมวลชนต่าง ๆ ออกข่าวแจ้งประกาศมาตรการต่าง ๆ ของกรมเจ้าท่า เพื่อให้ผู้ควบคุมเรือ หรือผู้ประกอบการเดินเรือ รวมทั้งประชาชนผู้ใช้บริการเรือโดยสารทั้งหลายได้ทราบ เพื่อใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามมาตรการหรือคำแนะนำตักเตือนของกรมเจ้าท่า โดยทั่วถึงกันอีกทางหนึ่งด้วย

    4) บริษัท ขนส่ง จำกัด  จัดนิทรรศการรณรงค์และปลุกจิตสำนึกของ    ผู้ขับขี่ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับเพื่อกระตุ้นให้พนักงานขับรถและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงผลจากการดื่มสุราแล้วขับขี่ ณ อาคารสถานีขนส่งกรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2555 เวลา 13.00 – 17.00 น.

    การประสานงาน มีดังนี้

    1. ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม (ศปภ.คค.) ปฏิบัติหน้าที่เป็นศูนย์ประสานภารกิจด้านความปลอดภัยในระบบขนส่งระหว่างหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น      ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย        สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น และเป็นผู้ประสานการให้บริการ  อำนวยความสะดวก บรรเทาและแก้ไขปัญหาการเดินทางแก่ประชาชน

    2. หมายเลขสายด่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่ใช้ในการประสานงาน เพื่อการติดต่อประชาสัมพันธ์ มีดังนี้

    2.1 การประชาสัมพันธ์/ติดต่อรายงานเหตุ/อุบัติเหตุ ผ่านช่องทางสายด่วนของศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม เพื่อประสานการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสามารถประสานและแจ้งข้อมูลได้ที่โทรสายด่วนหมายเลข 1356 ตลอด 24 ชั่วโมง

    2.2 การประชาสัมพันธ์/ติดต่อรายงานเหตุ/อุบัติเหตุ ผ่านช่องทางสายด่วน

    1) กรมเจ้าท่า หมายเลข 1190

    2) กรมทางหลวง หมายเลข 1586

    3) กรมทางหลวงชนบท หมายเลข 1146

    4) กรมการขนส่งทางบก หมายเลข 1584

    5) บริษัท ขนส่ง จำกัด หมายเลข 0 2936 2963 และหมายเลข 1490

    6) การท่าเรือแห่งประเทศไทย หมายเลข 0 2269 3191 และ0 2269 3199

    7) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หมายเลข 1543

    8) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หมายเลข 1348

    2.3 การประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ/โทรทัศน์/สถานีวิทยุ สวพ. 91/จส. 100 และตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193

    การรายงานผลการปฏิบัติและการประเมินผล

    1. ช่วงเทศกาล

    1.1 ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการให้บริการขนส่งสาธารณะ (การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)) รายงานสถิติจำนวนผู้โดยสาร และจำนวนเที่ยวการให้บริการทั้งขาเข้าและขาออกในแต่ละวัน มายัง ศปภ.คค. ภายในเวลา 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

    1.2 กรมการขนส่งทางบกและองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รายงานสถิติอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ/รถประจำทาง ให้ ศปภ.คค. ทราบ เป็นประจำทุกวันตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ เพื่อจัดทำรายงานสรุปนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรีต่อไป

    1.3 กรมเจ้าท่า รายงานข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำเป็นประจำทุกวันให้ ศปภ. คค. รวมทั้งสถิติการให้บริการประชาชนในการเดินทางทางน้ำ เช่น จำนวนประชาชนผู้ใช้บริการ จำนวนเรือขนส่งสาธารณะที่ให้บริการ โป๊ะเทียบเรือ ท่าเทียบเรือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทางน้ำ เป็นต้น ตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

    1.4)กรมการบินพลเรือน ดำเนินการให้ศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย ส่วนการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือประสบภัยสำนักมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินอากาศ รวบรวมรายงานจากท่าอากาศยานต่างๆ แล้วรายงานเหตุการณ์ให้อธิบดีกรมการบินพลเรือนและ ศปภ. คค. ทราบทุกวัน ตลอดช่วงระยะเวลาปฏิบัติงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ

    2. ช่วงหลังเทศกาล

    หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานตามมาตรการ กิจกรรม โครงการ พร้อมปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 เพื่อประมวลรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ โดยกระทรวงคมนาคมจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนอำนวยความสะดวกฯ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลถัดไป

     

     

    *******************

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    ชมพูนุท / รายงาน


    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบในเรื่องแต่งตั้ง

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติและเห็นชอบในเรื่องแต่งตั้ง

     

    วันนี้ (25 ธันวาคม 2555) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบในเรื่องแต่งตั้ง ดังนี้

     

    1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

    1. นายสมเกียรติ ทองโต ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา)) สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวงชนบท ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทางและสะพาน) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2555

    2. นายวิษณุ  ตันเรืองศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ) กรมทางหลวง ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


    2. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)

    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งรายชื่อ ปคร. จากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 16 ราย ดังนี้

    รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.

    1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    (นายวราเทพ รัตนากร) นายยงยุทธ ภู่ประดับกฤต

    นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ

    2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    (นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์) นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ

    เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    3. กระทรวงกลาโหม พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

    รองปลัดกระทรวงกลาโหม

    4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายโอฬาร พิทักษ์

    รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    5. กระทรวงแรงงาน นายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์

    รองปลัดกระทรวงแรงงาน

    6. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา

    รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    7. กระทรวงศึกษาธิการ นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์

    รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    8. กระทรวงสาธารณสุข นายโสภณ เมฆธน

    รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

    9. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ นายกัมพุช วุฒิวงศ์

    รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

    10. สำนักงบประมาณ นายสมศักดิ์  โชติรัตนะศิริ

    รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

    11. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายอดิศักดิ์  ตันยากุล

    รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

    12. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นางสุชาดา รังสินันท์

    รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

    13. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นายพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล

    รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

    14. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ

    เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

    15. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ พันตำรวจเอก โภคพิบูลย์ โปตระนันท์

    เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

    16. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางพรรณิภา เสริมศรี

    รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

    3. รัฐบาลสาธารณรัฐโปรตุเกสเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทยว่า รัฐบาลสาธารณรัฐโปรตุเกสมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายลุยส์ มานูเอล บาเครา เดอ โซซา         (Mr. Luis Manuel Barreira de Sousa) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายจอร์เจ รีเดอร์ ตอร์ริช เปเรย์รา (Mr. Jorge Ryder Torres Pereira) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

     

    4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง นางอัญชลี บุสสุวัณโณ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

     

    5. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

    1. นายสุเมธ มโหสถ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    2. หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. นางสาวพรรณี ศรียุทธศักดิ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

     

    6. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา จำนวน 5 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบกำหนดวาระสองปี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ดังนี้ 1. นายดาวิน นารูลา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ 2. นางเพทาย ปทุมจันทรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์ 3. พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4. นางสาวศุภมาศ พยัฆวิเชียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5. นายไพฑูรย์ สว่างกมล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

     

    7. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์)

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนนายเจตน์ ธนวัฒน์ ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

     

    8. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายยรรยง พวงราช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพาณิชย์ ในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า แทนนายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ที่ได้ขอลาออกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 โดยให้ดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

     

    9. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้ 1. รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ อนุกูลยุทธธน    2. นางสาว ณ ฤดี เคียงศิริ 3. นายปกิต พัฒนกุล 4. นายปรีชา รณรงค์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

     

    ***********

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    ชมพูนุท / รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดเชียงใหม่

    นายกรัฐมนตรีและคณะ ตรวจเยี่ยมการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ แนะให้วางแผนธุรกิจล่วงหน้าก่อนพระราชกฤษฎีกาพิงนครประกาศใช้

    วันนี้ (26 ธ.ค.55) เวลา 16.20 น. ณ  ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ถ.คันคลองชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมหารือข้อราชการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมด้วย  ซึ่งมีนายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหารจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับพร้อมนำเยี่ยมชมส่วนต่าง ๆ ภายในศูนย์ประชุมฯ

    ภายหลังการประชุม ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการดำเนินการของสถาบันพัฒนาพิงคนคร ในระหว่างที่ร่างพระราชกฤษฎีกาสำนักงานพัฒนาพิงคนครกำลังอยู่ในระหว่างการทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่า การก่อตั้งสถาบันพิงคนครขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งโดยปกติแล้วในภูมิภาคนี้มีรายได้หลักส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยว แต่ช่วงระยะเวลาในการสร้างรายได้นั้นยังมีระยะเวลาสั้นแค่ 4 เดือนในช่วงไฮซีซัน จึงอยากที่จะให้สถาบันพัฒนาพิงคนครซึ่งควบรวมเอาศูนย์ประชุมฯ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมาอยู่ในการบริหาร รวมทั้งมีการสร้างความร่วมมือกับอุทยานหลวงราชพฤกษ์ สามารถช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคได้ตลอดทั้งปี

    ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า หากในอนาคตสำนักงานพัฒนาพิงคนครจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมใด ๆ ก็ตามขึ้นอีกนั้น ทางรัฐบาลไม่ขัดข้องและยินดีให้การสนับสนุน  แต่ต้องการให้ทางสำนักงานสามารถหารายได้เลี้ยงองค์กรได้อย่างเพียงพอในระยะยาวด้วย รวมทั้งการดำเนินงานจะต้องมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและท้องถิ่น  ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังได้เสนอแนะให้ทางสำนักงานพัฒนาพิงคนครพิจารณาถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน ในการวางแผนการดำเนินงานและสร้างรายได้ด้วย

    ขณะที่ในส่วนของแผนการบริหารจัดการสำนักงานในระยะเริ่มต้นนั้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากที่พระราชกฤษฎีกาประกาศใช้แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวเข้ามาดูแล โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะรับผิดชอบในการรับโอนหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสังกัดสำนักงานพัฒนาพิงคนคร รวมถึงการกำหนดข้อบังคับต่างๆ สำหรับทำการคัดเลือกคณะกรรมการถาวรชุดแรกเข้ามาทำหน้าที่บริหารสำนักงาน ซึ่งในการนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้ว่า คณะกรรมการชั่วคราวควรจะมีการจัดทำแผนทางด้านธุรกิจควบคู่กันไปในช่วงดังกล่าวด้วย  โดยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและภาคเอกชนในพื้นที่ร่วมกันหาแนวทาง ในการวางแผนเพื่อสร้างรายได้ให้กับศูนย์ประชุมฯ และหน่วยงานอื่น ๆ

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้คาดการณ์ว่า จะสามารถจัดการประชุมครั้งแรกที่ศูนย์ประชุมฯ ได้ในเดือน พฤษภาคมปี 2556 รวมทั้งจะสามารถผลักดันให้มีการจัดงานประชุมภายในศูนย์ประชุมฯ ได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556  ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกคงจะให้ความสำคัญในเรื่องของการเตรียมการต่าง ๆ ก่อน นอกจากนี้ยังได้เสนอให้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ประชุมฯ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอุทยานหลวงราชพฤกษ์ในด้านการทำการตลาดด้วย โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนะให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีพิจารณาถึงการเพิ่มกิจกรรมในช่วงเวลาอื่น ๆ นอกเหนือจากเวลาเดิมที่มีการจัดกิจกรรมอยู่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับสำนักงานพัฒนาพิงคนคร

    พร้อมกันนี้ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากการตรวจเยี่ยมจุดต่าง ๆ ภายในศูนย์ประชุมฯ นั้นนายกรัฐมนตรีมีความพอใจกับผลการดำเนินงานก่อสร้าง พร้อมทั้งยังได้แนะนำฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้พยายามจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ภายในศูนย์ประชุมฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของศูนย์แสดงสินค้าเอสเอ็มอี  เพื่อให้ศูนย์ประชุมฯ มีส่วนช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

    ทั้งนี้ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ (Chiang Mai Thailand, The International Convention and Exhibition Centre Commemorating His Majesty’s 7th Cycle Birthday Anniversary หรือ CMICE) ชูจุดศูนย์กลางสำคัญอุตสาหกรรมเมืองแห่งไมซ์ (MICE City Centre) รองรับตลาดหลักในประเทศ ตั้งเป้าดึงงานจากสมาคมและสมาพันธ์ต่างประเทศสู่เชียงใหม่ สนองนโยบายรัฐดันไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไมซ์ในภูมิภาคเอเชีย ในปี 2559 และเพิ่มศักยภาพให้เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองแห่งไมซ์ของประเทศหรือ MICE City โดยจังหวัดเชียงใหม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมธุรกิจไมซ์ของประเทศสู่ระดับนานาชาติ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผ่าน 4 อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ได้แก่ Meeting ธุรกิจการจัดประชุม Incentive ธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล Convention ธุรกิจการจัดประชุมนานาชาติ และ Exhibition ธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้า/นิทรรศการ

    สำหรับจุดเด่นของศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา เป็นศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าที่มีขนาดใหญ่ มีความสามารถในการรองรับงานในระดับนานาชาติและระดับชาติ ได้พร้อมกันมากถึง 10,000 คน มีขนาดพื้นที่ทั้งหมด 326 ไร่ หรือพื้นที่รวม 521,600 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่จัดงานภายในอาคารกว่า 60,000 ตารางเมตร พื้นที่จัดงานภายนอกอาคารกว่า 7,443 ตารางเมตร และที่เหลือเป็นพื้นที่ใช้สอยสาธารณะอีกกว่า 365,000 ตารางเมตร และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานระดับสากล ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ศูนย์บริการทางธุรกิจ ภัตตาคารและศูนย์อาหารภายในอาคารและภายนอกอาคาร ห้องรับรองบุคคลสำคัญ ห้องละหมาด ห้องดูแลเด็ก และห้องปฐมพยาบาล รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึก ไปรษณีย์ เอทีเอ็ม  ถือได้ว่าเป็นศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และศูนย์ประชุมฯ สามารถดัดแปลงเพื่อการจัดงานได้หลากหลาย เช่น การจัดงานทางวัฒนธรรม งานโชว์ งานคอนเสิร์ต ต่าง ๆ โดยเทคโนโลยี การก่อสร้างห้องจัดแสดง (ที่ไม่มีเสา) เช่นเดียวกับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา  ด้านความคืบหน้าของ CMICE ในปัจจุบันการก่อสร้างดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังคงเหลือบางส่วนและระบบสาธารณูปโภคเพิ่มเติม ทั้งนี้ การเปิดบริการของศูนย์ฯ ดังกล่าวและนโยบายผลักดันเชียงใหม่เป็นนครแห่งไมซ์ จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไมซ์ของเชียงใหม่เติบโตมากขึ้น

    ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการศูนย์ประชุมฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เยี่ยมชมส่วนต่าง ๆ ภายในศูนย์ประชุม  ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางไปสำนักงานพื้นที่พิเศษเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมงานเลี้ยงแบบขันโตก

     

    ----------------------------------

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วิมลมาส รัตนมณี รายงาน

    ฐานันดร์ นาคยุติ ถ่ายภาพ

     

     


    นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายแนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือให้กับ ผวจ. กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน-ภาคเอกชน พร้อมเป็นประธานประชุม ผวจ. ทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

    นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายแนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือให้กับผวจ.กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1-2 และภาคเอกชน พร้อมเป็นประธานเปิดการประชุม ผวจ.ทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ระบุขอให้น้อมนำพระราชดำรัสในหลวง ทำให้คนไทยอยู่กันด้วยความรัก ความเมตตาธรรม ร่วมแก้ไขปัญหาให้ประเทศก้าวสู่ความมั่นคง พร้อมให้น้อมนำเป็นหลักทำงานในหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต

    วันนี้ (27 ธ.ค.55) เวลา 08.30 น. ณ ห้องเชียงแสน ชั้น 3 โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายแนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และ 2 และภาคเอกชน ในเรื่อง “การพัฒนาภาคเหนือตอนบนในภาพรวม”  โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุม

    จากนั้น เวลา 10.00 น. ณ ห้องดวงตะวัน แกรนด์ บอลรูม ชั้น 3  นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมพร้อมมอบนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ในการวิเคราะห์ศักยภาพและตำแหน่งจุดยืนทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด  และการปลูกป่าและพื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ  โดยมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

    โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นผู้แทน ข้าราชการฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอวยพรปีใหม่ 2556 พร้อมมอบของที่ระลึกแด่นายกรัฐมนตรี  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวมอบโอวาทพร้อมอวยพรปีใหม่แก่ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนว่า  ความสุขของนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงที่เราทุกคนได้สามัคคีกันร่วมมือกันทำงานเพื่อประเทศ โดยการทำงานต่าง ๆ ที่ผ่านมารัฐบาลทำเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอ  ต้องการพลังที่เกิดจากการขับเคลื่อนของผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่จะทำให้นโยบายต่าง ๆ กลับไปสู่ประชาชน  สำหรับการทำงานปี 2555 ที่ผ่านมานี้มองว่าดีขึ้นกว่าปี 2554 แต่เป็นการทำงานที่หนักขึ้น  เพราะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงจากสถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน  และหน่วยงานทุกกระทรวงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ที่ทำให้เราพร้อมใจกันสามารถกู้สถานการณ์ได้ในไตรมาสที่ 3 ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะดีขึ้น ซึ่งเกิดจากพลังที่เราทำงานร่วมใจกัน เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งปีอันเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ  ขณะที่มีสิ่งที่น่าเห็นใจหน่วยงานราชการคือทุกครั้งที่มีวันหยุด หน่วยราชการก็ไม่สามารถหยุดได้เพราะต้องทำหน้าที่ดูแลความทุกข์ยากของประชาชนและเป็นหน้าที่ของทุกคน  ซึ่งหวังว่าความทุ่มเทเสียสละของทุกคนที่มีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่อความสุขของคนไทย จะส่งผลที่จะกลับมาให้พวกเราทุกคนมีแต่ความสุข  รวมถึงส่งผลถึงพลังความมุ่งมั่นของทุกคนที่จะต่อยอดเป็นพลังในการทำงานต่อไปในปี 2556

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  ขอให้ปี 2556 เป็นปีที่เราทุกคนมีแต่ความสุข มีรอยยิ้ม โดยขอให้ทุกหน่วยงานทั่วประเทศน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2555 มาร่วมกันทำให้คนไทยอยู่กันด้วยความรัก ความเมตตาธรรม คิดร่วมกันในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย ก้าวสู่ความมั่นคงได้  และหวังว่าทุกคนจะน้อมนำพระราชดำรัสมาเป็นหลักในการทำงานในหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่ของเราให้เต็มที่  เพราะคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความสุขความเจริญกลับมายังทุกคน รวมทั้งครอบครัว และส่งผลถึงความเจริญรุ่งเรืองของหน้าที่การงานและสร้างความภูมิใจให้ประเทศ ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณทุกคนที่จะได้ร่วมทำงานขับเคลื่อนกันต่อไป  และหวังว่าพลังที่ได้รับมาใน 1 ปีกว่าที่ผ่านมา จะเป็นพลังต่อไปในปี 2556

    นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกคนเคารพนับถือ  และขอพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้คุ้มครองดลบันดาลให้ทุกคนมีแต่ความสุขความสำเร็จ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคง จะได้เป็นกำลังใจในการร่วมกันสร้างความเจริญให้กับประเทศต่อไป

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

     

    สรุปประเด็นการมอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติราชการการประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้

    1. การบูรณาการการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด

    1.1 ขอให้ สศช. และผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศและยุทธศาสตร์ของอาเซียน โดยให้ สศช.กำหนดรูปแบบ ให้เป็นแบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ให้เกิดความเป็นเอกภาพ

    1.2 ขอให้จังหวัดแปลงยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด ในปี 2556-2557 สู่การดำเนินการระยะยาว ทั้งนี้จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มกราคม 2556

    2. ข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรีต่อการวิเคราะห์ศักยภาพและตำแหน่งจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด

    2.1 จังหวัดพิษณุโลก หากมีความประสงค์จะทำวิจัยด้านการเกษตรต้องทำในสินค้าทางการเกษตรที่เป็นจุดเด่นของจังหวัด และขอให้ดูรายงานการวิจัยด้านการเกษตรของหน่วยงานอื่น ๆ เทียบเคียง เช่น กรมการข้าว เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน

    2.2 จังหวัดขอนแก่น การกำหนด positioning ของจังหวัดจะต้องกำหนดให้เหมาะสม คำนึงถึงจุดเด่นของจังหวัด เช่น เมืองผ้าไหม โดยยุทธศาสตร์ของจังหวัดควรเอื้อประโยชน์ต่อจังหวัดข้างเคียง

    2.3 จังหวัดฉะเชิงเทร ขอให้จังหวัดฉะเชิงเทรา นำข้อได้เปรียบเรื่องการมีระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างผ่านจังหวัด มากำหนดเป็นแผนงานโครงการของจังหวัดให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกัน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และการเชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าเข้ากับการขนส่งมวลชนโดยระบบรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งการลดความแออัดของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดระยองมายังจังหวัดฉะเชิงเทรา

    2.4 จังหวัดภูเก็ต ขอให้จังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญกับปัญหาความแออัดพื้นที่ โดยขอให้พิจารณากำหนดยุทธศาสตร์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งเอื้อกับจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้มีการกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดข้างเคียง และให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยว Hi Spending ซึ่งมีกำลังซื้อสูง

    2.5 จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ขอให้จังหวัดกลับไปทบทวนแผนงานโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพในการพัฒนาที่แท้จริงของจังหวัด

    3. สินค้า OTOP (1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์)

    ขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน พิจารณาดำเนินการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพสินค้า OTOP ให้เหมาะสมกับกลุ่มของสินค้า OTOP ทั้ง 4 กลุ่ม ตามแนวทางที่วางไว้ ให้กรมการพัฒนาชุมชนเป็นฐานสนับสนุนข้อมูลผู้ประกอบการ OTOP ให้หน่วยงานอื่นเพื่อพัฒนาต่อยอดต่อไป ในการนี้ให้กรมการพัฒนาชุมชนทำแบบสำรวจข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการถึงความต้องการในการพัฒนาสินค้า OTOP

    4. การปลูกป่า และฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี)

    ในการดำเนินการปลูกป่าตามโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินี ขอให้พิจารณาถึงปัญหาการรุกล้ำป่าสงวน เพื่อเสนอทางเลือกในการประกอบอาชีพแก่ประชาชน ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะมีการใช้ดาวเทียมในการสำรวจเขตพื้นที่

     

     

     

    -------------------------------------

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วิมลมาส รัตนมณี รายงาน

    ฐานันดร์ นาคยุติ ถ่ายภาพ

    (ข้อมูลสรุปจากสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย)

     


    รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน

    รัฐบาลเผยนโยบายต่อเนื่องพร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการลงทุน ทั้งส่วนของสาธารณูปโภค และการคมนาคมให้มีความต่อเนื่องการรองรับของ AEC และเน้นย้ำแนวคิดบวกเพื่อให้บรรยากาศของประเทศมีความรักและความสามัคคี

     

    วันนี้ (29 ธันวาคม 2555) เวลา 08.00 น.  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

     

    ช่วงที่ 1


    พิธีกร(นายธีรัตน์ รัตนเสวี)  : สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตน์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ อีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2556 รายการของเราในวันนี้ จะย้อนไปดูว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลมีการดำเนินการอะไรไปบ้าง รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2556

    พิธีกร : ท่านนายกรัฐมนตรี สวัสดีครับ

    นายกรัฐมนตรี : สวัสดีค่ะ

    พิธีกร : เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาที่บริหารราชการแผ่นดินมาเหนื่อยไหมครับ

    นายกรัฐมนตรี : เรียนว่า จริง ๆ ก็เหนื่อยทุกคนค่ะ ไม่อยากบอกว่าตัวเองเหนื่อยคนเดียว เพราะว่าดูแล้ว ทั้งภาคเอกชน ประชาชน และหน่วยงานราชการก็เหนื่อยกันมากค่ะ เพราะเราก็เจอผลพวงจากอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 รวมถึงรัฐบาลนี้เข้ามาก็เจอวิกฤตในส่วนนี้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องเร่งแก้ปัญหาที่สะสมของเก่า โดยการแก้ไข รวมทั้งในประเทศ และเรื่องของการขัดแย้งต่าง ๆ ที่เราต้องพยายามที่จะทำอย่างไรให้บรรยากาศเป็นบรรยากาศของความสามัคคี และบรรยากาศของความปรองดอง ในส่วนของต่างประเทศก็เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ ก็ต้องเรียนว่าหลาย ๆ อย่างก็เร่งรัดกันมาในส่วนของปีที่ผ่านมา

    พิธีกร : ซึ่งปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่ในปี 2554 แล้วก็ต่อเนื่องกระทบต่อบ้านเรามา แต่ว่าได้เห็นความร่วมมือกับทุกหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ในการที่ท่านนายกฯ เป็นหัวเรือในการพาทุกอย่างฟันฝ่ามา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

    นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่าก็ได้ความร่วมมือร่วมใจกันของคนไทย เพราะดิฉันเองเห็นแล้วก็ชื่นใจ ตั้งแต่ช่วงของวิกฤต เห็นว่าคนไทยรักกันและมาช่วยกัน นั่นคือทำให้เชื่อมั่นว่าบรรยากาศที่เราอยากเห็นทุกคนมีความรักความสามัคคี ดิฉันก็เชื่อว่า ถ้าเราร่วมกันแบบนี้ก็น่าจะเกิดขึ้น และที่ผ่านมาก็กราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชน รวมถึงขอบคุณหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เราผ่านพ้นปัญหาต่าง ๆ และสามารถประคับประคองประเทศต่อไปได้

    พิธีกร : ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเชื่อให้ต่างชาติกลับมาลงทุน สนใจประเทศไทยด้วย

    นายกรัฐมนตรี : มีทั้ง 2 ส่วน คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศมาลงทุนในประเทศ และเสริมโอกาสให้กับเอกชนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ

    พิธีกร : ซึ่งต้องนี้เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาส เป็นการ Road Show ประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันี้ไปถึงไหนแล้ว โอกาสที่ธุรกิจไทยจะไปต่างประเทศเป็นอย่างไร และโอกาสที่ชาวต่างชาติจะมาลงทุนในประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร

    นายกรัฐมนตรี : ถูกต้องค่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่เราก็จะไปเลือกในประเทศที่มีความสำคัญตั้งแต่กลุ่มของประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศคู่เจรจา และกลุ่มมหาอำนาจที่เรามีเรื่องของตัวเลขการค้า การลงทุนที่สูง

    พิธีกร : ขณะเดียวกันท่านนายกฯ ได้นำเอาสิ่งที่พบเห็นในประเทศต่าง ๆ มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศไทยด้วย

    นายกรัฐมนตรี : ค่ะ ก็มีหลายส่วนที่ได้เรียนรู้เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ได้มีโอกาสนำมาฝากพี่น้องประชาชนในรายการด้วย

    พิธีกร : ขณะเดียวกันถ้าเรามองอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการที่ชาวต่างชาติกำลังมองประเทศไทย ในฐานะที่เป็นตัวเชื่อมเข้าสู่ AEC ว่าเราได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเราจะมีการปรับตัวอย่างไรในปีที่จะมาถึง

    นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่านอกจากการที่เราเตรียมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงแล้วถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้าง แต่ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมไม่ได้เตรียมแค่ถนนหนทาง แต่ต้องเตรียมตั้งแต่เรื่องของจังหวัดที่อยู่ติดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะต้องเตรียมตัวในการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดนั้นอย่างไร และรวมถึงภาษีข้อกฎหมายต่าง ๆ เพราะว่าวันนี้เราก็จะมีคนต่างชาติเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น คือการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของการรองรับว่าวันนี้การค้าขายได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปแล้ว จำนวนผู้ซื้อหรือจำนวนคนลงทุนเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเราจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องของภาษา ภาษาอังกฤษที่เราต้องใช้ในการสื่อสาร และความเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจว่าเราจะค้าขายกับแต่ละประเทศ เรามีจุดไหนบ้างและรวมถึงการเตรียมตัวของประเทศเราว่าเราเองเป็นจุดศูนย์กลางเราก็อยากเห็นคนมาลงทุนประเทศ เพราะประเทศไทยน่าอยู่ และก็อยากเห็นคนที่มาลงทุนในประเทศเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการลงทุนสู่ภูมิภาคอาเซียนด้วย เราต้องปรับตัวเอง

    พิธีกร : ต้องปรับทุกส่วนไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้างถนน รถไฟ ต่าง ๆ แม้แต่หน่วยเล็ก ๆ คน ๆ หนึ่งที่จะมีส่วนในประชาคมเศรษฐกิจนี้ต้องมีความรู้มาก เช่น ด้านภาษาและมีความเข้าใจตลาดมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ต้องการพัฒนาบุคลากร พัฒนาคนไทยด้วยใช่หรือไม่

    นายกรัฐมนตรี : ใช่ค่ะ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้เวลา แต่ว่าในการตื่นตัวของคนไทยมีมาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ภาคเอกชนหลาย ๆ แห่งบางทีก็ไปเร็วกว่ารัฐบาล เราก็จะทำงานควบคู่กันไป ซึ่งถ้าตรงนี้ช่วยกันเร่งทำก็เชื่อมั่นว่าการเตรียมตัวของเราก็จะทัน และสามารถรองรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

    พิธีกร : ภาพรวมที่ท่านนายกฯ บอกว่าจะต้องเสริมความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ เราเห็นว่าเริ่มจากการลดภาษีนิติบุคคลลงมา มีการพูดคุยกับภาคเอกชนมากขึ้น เพราะในแต่ละครั้งที่ท่านนายกฯ ไปสัญจรตามที่ต่าง ๆ จะมีภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมการนำเสนอโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ นี่คือการให้เอกชนมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่า การที่จะทำให้เศรษฐกิจแข็งแรงนั้นก็จะมี 3 ส่วนด้วยกัน ก็คือด้านส่งออก เศรษฐกิจภายในประเทศนั่นก็คือเกิดจากการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้นถ้าเราทำงานควบคู่กันไปก็จะทำให้ทั้ง 2 ขานั้นแข็งแรง เราเองก็มองว่าเศรษฐกิจของประเทศที่จะโตนั้นภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญ จริง ๆ ที่มาว่า รัฐนั้นเราก็ถือเป็นตัวกลางในการที่ช่วยทำอย่างไรให้เอื้อโอกาสในการลงทุนให้กับภาคเอกชน ทั้งเรื่องปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ เราก็เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราก็มองเห็นว่าเป็นโอกาส จากผลพวงตรงนี้จะเห็นว่าช่วงนี้การท่องเที่ยวก็มาก่อนอย่างแรก เพราะรายได้จากความเชื่อมั่นที่จะมาเร็วที่สุดก็คือรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว จะเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันในอนาคตเราก็เชื่อว่าโอกาสของการลงทุนก็มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันมองว่าปีหน้าเป็นปีของโอกาสด้วย และเป็นปีของการพัฒนาควบคู่กันไป เพราะว่าถ้าโอกาสมาแต่เรายังไม่พัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขณะเดียวกันเราก็จะแข่งขันกับคนอื่นยากขึ้น เราจะไปเห็นจากหลาย ๆ ส่วนที่เขา  วัดมา อย่างเช่น ประเทศไทยเราลงทุนน้อยกว่าประเทศอื่นจำนวนอัตราดัชนีเรื่องของการลงทุนเราลดลง และก็เรื่องของบุคลากรที่เราจะต้องเสริม โดยเฉพาะเรื่องของเยาวชน ลูกหลานของเรา ดิฉันก็อยากเห็นลูกหลานของเรานั้นเก่ง เป็นที่ภาคภูมิใจของผู้ปกครอง ของครอบครัว และของประเทศ และก็จะมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลก็ประกาศในการที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งส่วนของสาธารณูปโภค และเรื่องของถนนที่จะให้มีความต่อเนื่อง การรองรับของ AEC รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงนี้การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไม่ได้แก้ปัญหาแค่เรื่องอุทกภัย แต่จะแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของภาคการเกษตร เพราะว่าเกษตรวันนี้ก็จะพบว่า ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะเจอว่า เราไม่ได้พูดถึงน้ำท่วมอย่างเดียว วันนี้หลายที่จะเจอปัญหาภัยแล้ง ถ้าเราเอาหลักบริหารจัดการน้ำมาแก้ปัญหาภัยแล้งด้วย ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะทำนา หรือภาคการเกษตรอื่น ๆ ได้

    พิธีกร : ขณะที่ท่านนายกฯ กำลังแก้ปัญหา ขณะเดียวกันหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้มีความพยายามในการที่จะเพิ่มโอกาสเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ โดยเฉพาะหลากหลายโครงการที่รัฐบาลได้มีการประกาศใช้ออกมา

    นายกรัฐมนตรี : ต้องเรียนว่า จริง ๆ แล้วต้องพูดว่าการทำงานนั้นเราเจอทั้งหมด ทั้งแก้ปัญหาของเก่ารวมกับวิกฤตมหาอุทกภัยที่เราต้องแทรกเข้ามาทำในส่วนนี้ การเร่งรัดนโยบายเพื่อตอบโจทย์ความสมดุลในประเทศ เพราะจะเห็นว่า เรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ มีความผันผวน ฉะนั้นเราก็ต้องเร่งในส่วนนี้ เพราะนโยบายรัฐบาลล้วนเป็นนโยบายที่เสริมความแข็งแรงในประเทศ ขณะเดียวกันเราจะมองปีเดียวไม่ได้ เพราะเราเองก็ต้องเตรียมในเรื่องของการพัฒนา ดังนั้นถ้าเราพูดกันว่า ปีที่ผ่านมาเราแก้ปัญหาเก่ากับทำปัญหาปัจจุบันให้เริ่มต้นก่อน แล้วในปีที่ 2 ก็ถือเป็นปีที่เราพอจะมีส่วนที่พูดว่าต่อเนื่องจากนโยบายของเดิมก็ต้องทำและพัฒนาส่วนใหม่ เพราะจะเห็นว่าโอกาสต่าง ๆ มีมาก ถ้าเราพลาดโอกาสนี้ไปเราก็เสียโอกาส  เราก็ต้องเร่งกอบกู้ สร้างงานพัฒนา และสร้างความแข็งแรงยั่งยืนให้กับประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะจะเห็นว่าที่ผ่านมา 5 – 6 ปี หลาย ๆ อย่างในเรื่องของพัฒนาในระยะยาวไม่ได้ถูกทำงานอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเองก็คิดว่าส่วนนี้ ในปีที่จะถึงนี้ 2556 ก็จะทำงานควบคู่กันไปด้วย

    พิธีกร : ซึ่งถ้าย้อนไปดูตลอด 1 ปีกว่า ๆ ที่รัฐบาลบริหารประเทศ จะเห็นว่าให้ความสำคัญกับการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในฐานล่างของประเทศ การให้เข้าถึงเรื่องกองทุนต่าง ๆ การให้โอกาสเด็ก ๆ ได้เข้าถึงแท็ปเล็ตเหล่านี้ นี่คือเป็นการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นใช่ไหมครับ

    นายกรัฐมนตรี : เราทำ 2 อย่างควบคู่กันไป คือการสร้างเรื่องของความแข็งแรงของเศรษฐกิจในประเทศก็คือการเข้าถึงกองทุน ขณะเดียวกันก็ร่วมกันในการทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น อย่างเช่น โครงการ พักหนี้ พักชำระหนี้ เรื่องแท็ปเล็ตก็คือให้เด็กนักเรียนนั้นมีโอกาสในการได้ศึกษาเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เท่าเทียมกับทุกพื้นที่ รวมถึงการบูรณาการต่าง ๆ เรื่องกองทุนสุขภาพ ทั้ง 3 กองทุนที่เราบูรณาการเรื่องของการดูแลอุบัติเหตุฉุกเฉินให้กับประชาชน การพัฒนาบัตร 30 บาทใหม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ทั้งเสริมความมั่นคงในประเทศและเสริมคุณภาพชีวิต สิ่งนี้ก็คงต้องทำมากขึ้น

    พิธีกร : ที่ผ่านมารัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้โอกาสกับประชาชนคนไทยมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งรายได้ ภาคเกษตรกร ผู้ที่จบปริญญาตรี และผู้ใช้แรงงาน ซึ่งโอกาสที่จะมีแบบนี้ต่อ ๆ ไปอนาคตก็จะมีเช่นกัน

    นายกรัฐมนตรี : คงจะต้องทำอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของโอกาสที่จะรองรับในระยะสั้นที่เราต้องเร่ง ขณะเดียวกันระยะยาวที่จะเตรียมพัฒนาประเทศก็จะมีหลาย ๆ โครงการที่รัฐบาลจะเข้ามาทำงานบูรณาการมากขึ้นเพราะว่าวันนี้การทำงานของเราจะเน้นกระทรวง ขณะเดียวกันโอกาสข้างนอกเข้ามาก็จะมีหลายกลุ่มที่เราจะต้องเริ่มกลับมามองเรื่องของบูรณาการเพื่อให้เกิดเอกภาพ และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ในปี 2556  ก็คงจะเห็นงานรัฐบาลที่จะบูรณาการ โดยเฉพาะสิ่งที่เราต้องการเห็นคือความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน และการช่วยเหลือในกลุ่มของเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งรัฐบาลก็จะบูรณาการงานนี้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    พิธีกร : ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดตั้งทั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนตั้งตัวได้ต่าง ๆ เหล่านี้ นี่คือการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนทุกคนที่จะได้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

    นายกรัฐมนตรี  : เราสร้างโอกาสในกลุ่มของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และดูแลเรื่องเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา แต่ปีหน้าเราก็จะต้องบูรณาการส่วนนี้เข้าด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ซึ่งทุกครั้งจะมีหลาย ๆ กระทรวงก็คงจะบูรณาการกันให้เกิดเครือข่าย และการดูแลช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

    พิธีกร : ปี 2556 หรือปีต่อ ๆ ไปจะเป็นปีแห่งการที่รัฐบาลจะให้โอกาส และอยากให้ทุกคนช่วยกันในการเดินหน้าของประเทศ

    นายกรัฐมนตรี : เราต้องบอกว่าปีหน้า 2556 เป็นปีของการพัฒนาสู่ความยั่งยืนเพื่อที่จะรองรับกับโอกาสใหม่ที่จะเกิดขึ้น และดิฉันเองก็อยากจะให้เป็นปีของการคิดบวก เชื่อมั่นว่าถ้าเราร่วมกันคิดบวก เราก็จะใช้หลักในการที่เรามองด้วยความบวก มีความรัก มีความเมตตากัน มีความเอื้ออาทรกัน ดิฉันเชื่อว่าเราก็จะมารับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ บนเวทีที่สร้างสรรค์ แน่นอนถ้าทุกคนมีความคิดบวกและเราฟังซึ่งกันและกันบนระบบวิถีประชาธิปไตย เชื่อว่าประเทศจะมีทางออก และมีบรรยากาศที่ดีร่วมกัน

    พิธีกร : ที่ผ่านมาก็เห็นเช่นกันว่าทุกคนเมื่อพบท่านนายกรัฐมนตรี จะคิดบวกทั้งนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ เต็มไปด้วยรอยยิ้มประทับใจอย่างไรบ้าง ที่ได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศในปีที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรี : ประทับใจในส่วนที่พี่น้องประชาชนมีความรักความเอื้ออาทรกัน และเราก็จะเห็นว่าด้วยสายตาต่าง ๆ ที่มีความรัก ถ้าเราใช้พลังตรงนี้ให้มาเป็นพลังของการคิดบวกเพื่อให้ประเทศเรามีทางออก และเพื่อให้บรรยากาศของประเทศมีความรัก ความสามัคคี สุดท้ายก็มีความเชื่อมั่นและเสริมสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อไป

    พิธีกร : ท่านนายกรัฐมนตรี คิดว่ารอยยิ้มต่าง ๆ บอกว่าท่านนายกฯ มีคนหอมแก้มมากที่สุดในปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ จะเป็นพลังหรือไม่ทีทำให้ท่านนายกรัฐมนตรี มีกำลังใจในการที่จะนำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จมากขึ้น

    นายกรัฐมนตรี : เป็นพลังสำหรับตัวดิฉันเอง และเป็นพลังซึ่งกันและกัน และพลังนี้ยังไม่เพียงพอต้องเป็นพลังของคนไทยทั้งประเทศที่จะร่วมกันในการที่จะให้ประเทศไทยของเรานั้นก้าวไปอย่างมั่นคงต่อไป

    พิธีกร : ก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้วอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีอวยพรปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย

    นายกรัฐมนตรี : ในโอกาสนี้ปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ดิฉันเองก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการและเอกชนที่ร่วมกัน เรียกว่าเราร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ปีที่ผ่านมาของเรานั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สำหรับปีนี้ก็ขอให้ทุกคนรวมกันในการที่จะสร้างพลังของความคิดบวกด้วยกัน เพื่อให้พลังนี้เป็นพลังที่ต่อยอดถึงความสุขที่กลับมาหาคนไทยและสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และคิดสิ่งไหนก็ขอให้สิ่งนั้นสมปราถนาทุกประการค่ะ ขอขอบพระคุณ ขอถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนด้วยค่ะ

    พิธีกร : ขอขอบคุนท่านนายกรัฐมนตรีมากครับ ท่านผู้ชมได้รับทราบแล้วว่าปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ทำงานหนักในการที่จะเสริมสร้างโอกาสให้กับทุก ๆ คน และอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกไปว่าในปี 2556 ที่จะมาถึงนั้นขอให้ทุกคนคิดบวกเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป ทั้งหมดคือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนื้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ

     

    ช่วงที่ 2


    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) : กระทรวงคมนาคมช่วงปีใหม่เป็นช่วงสำคัญที่พี่น้องประชาชนเดินทางกลับบ้านไปสังสรรค์ปีใหม่ตามสถานที่ต่าง ๆ และกลับมาทำงานหลังปีใหม่ เพราะฉะนั้นมาตรการหลัก ๆ ที่กระทรวงคมนาคมเน้นมีอยู่ 4 เรื่อง

    เรื่องแรก เป็นเรื่องที่สำคัญคือ เรื่องความปลอดภัย เพราะทุก ๆ ปีเรามีสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมาก อย่างปีที่ผ่านมาเฉพาะในส่วนของกระทรวงคมนาคมที่ดูแลมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น 900 กว่าครั้ง มีผู้เสียชีวิต 225 ราย บาดเจ็บประมาณ 900 ราย เพราะฉะนั้นเป้าหมายหลักของเราคือ จะลดตัวเลขเหล่านี้ลง 5% แต่จริง ๆ แล้วอุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากการดื่มสุรา ขับรถจักรยานยนต์ ต้องฝากพี่น้องประชาชนว่าให้ระวังเวลากลับไปอยู่ที่บ้าน และเวลากินเลี้ยงกันต้องไม่ดื่มสุราหรือถ้าดื่มสุราก็ไม่ควรขับยานพาหนะ

    วันนี้ก็จะมีมาตรการคือ จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกตามเส้นทางหลวง 11 แห่ง ทุกสาย สายเหนือ สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ สายตะวันออก จะมีศูนย์อำนวยความสะดวกของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทร่วมกับขนส่งทางบก ที่ประชาชนสามารถพักผ่อนดื่มน้ำ ดื่มกาแฟ หรือนอนหลับพักสายตาก่อนเดินทางต่อ และกรมทางหลวงก็จะมีศูนย์บริการย่อยอีก 190 แห่งทั่วประเทศ กรมทางหลวงชนบทอีก 100 กว่าแห่ง

    เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นตัวช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับบ้านและมีจุดพักผ่อนดูแลรถ มีการอำนวยความสะดวกเรื่องซ่อมเครื่องยนต์ด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องการเสียชีวิตจากรถสาธารณะซึ่งกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ คือรถที่มีทะเบียนป้ายสีเหลืองเช่น รถตู้ รถ บขส. เป้าหมายของเราคือการตายต้องเป็นศูนย์ คือต้องไม่มีการตายจากรถสาธารณะ ปีที่แล้วมี 4 ราย ที่เสียชีวิตจากรถสาธารณะเราจึงต้องมีการตรวจรถสาธารณะที่ออกให้บริการอย่างเข้มข้น มีการดูมาตรฐานจำนวนผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในรถ มีการสุ่มตรวจ ซึ่งจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นส่วนที่รับผิดชอบโดยตรง

    เรื่องที่ 2 คือ เรื่องความสะดวก อันแรกคือความปลอดภัย ความสะดวกคือการให้บริการที่เพียงพอในเวลาที่เหมาะสมก็จะมีตั้งแต่ บขส. เรามีการจัดรถเพิ่มประมาณ 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 55 เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นประชานที่จะเดินทางกลับบ้านต้องรีบจองตั๋วเพราะตอนนี้รถปกติเต็มหมดแล้วก็จะมีส่วนที่เป็นรถเสริมจะมีรถเพิ่มทั้งขาไปและขากลับต้องรีบโทรจองและไปขึ้นรถในบริเวณที่กำหนด เรามีรถตู้ขนส่งเชื่อมโยงเพื่อเข้าสู่ บขส. สอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 1490

    ส่วนการบินไทยมีการเพิ่มเที่ยวบินจำนวน 26 เที่ยว 7,000 ที่นั่ง เชื่อมโยงภายในประเทศและต่างประเทศแต่ต้องรีบจอง รถไฟมีการเพิ่มเที่ยวไปจำวน 6 ขบวน ขากลับกรุงเทพฯ 8 ขบวน และมีการพ่วงรถเพิ่มจำนวน 2 ตู้ทุกขบวน เพื่อให้บริการประชาชนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยขบวนละ 100 – 200 คน ส่วนการทางพิเศษเส้นบูรพาวิถีที่จะไปบางนา-ชลบุรี เราเปิดให้ขึ้นฟรีตั้งแต่เที่ยงคืนหรือเช้ามืดของวันที่ 27 ธ.ค. 55 ไปจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 3 ม.ค. 56 ถ้าเป็นกรมทางหลวงคือมอเตอร์เวย์สาย 7 สาย 9 วงแหวน และที่ไปพัทยา แต่ของกรมทางหลวงจะเริ่มเวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 55 ไปถึงเที่ยงคืนของวันที่ 3 ม.ค. 56 จะขึ้นฟรี ส่วนรถไฟใต้ดิน รฟม. จะเปิดให้บริการถึงตี 2 วันปีใหม่พี่น้องประชาชนไม่ต้องขับรถก็ขึ้นรถไฟใต้ดินไปฉลองกันและกลับมาอย่างปลอดภัยด้วยการใช้รถไฟฟ้า รวมทั้งแอร์พอร์ตลิงค์ก็จะเปิดถึงตี 2

    ส่วนกรมเจ้าท่าเราจะมีการดูแลตามท่าเรือ มีเจ้าหน้าที่ประจำดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างสูงสุด ผมคิดว่าโดยทั่วไปเราต้องจัดยานพาหนะให้เพียงพอกับพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางทั้งไปและกลับ

    เรื่องที่ 3 คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จุดมุ่งหมายเราคือผู้ขับรถสาธารณะต้องมีแอลกอฮอล์ 0% ทุกรายเราจะมีจุดตรวจรถ บขส. ทุกคันก่อนออกจากสถานีจะมีการให้เป่าตรวจแอลกอฮอล์ แต่ที่เราเป็นห่วงคือรถตู้สาธารณะที่ออกจากจุดอื่น เช่น อนุสาวรีย์ชัยฯ ศูนย์การค้า แต่จะไม่เข้มข้นเหมือนออกจากสถานีขนส่ง มีหน่วยตรวจเฉพาะกิจในกรุงเทพฯ 10 หน่วย ที่ออกไปสุ่มตรวจแอลกอฮอล์ของผู้ขับประจำรถ รวมทั้งกระเป๋ารถมีจำนวนแอลกอฮอล์เกินหรือไม่ อันนี้เป็นตัวสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยบอกว่าคนขับมีสภาพที่เหมาะสมหรือไม่

    แต่ถ้าผู้โดยสารเห็นว่าคนขับไม่เหมาะก็ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยจะมีเบอร์ให้ว่าแจ้งอย่างไรเพื่อช่วยกันดูแล

    เรื่องที่ 4 เรื่องการจัดตั้งศูนย์ประสานงานที่สามารถรายงานเหตุการณ์ อุบัติเหตุต่าง ๆ ให้ทางศูนย์กลางของกระทรวงคมนาคมได้รับรู้ เพื่อจะได้แก้ปัญหา อาทิ การเกิดอุบัติเหตุ พนักงานมีอาการมึนเมา จำนวนผู้โดยสารเกิน มีคนยืน ก็สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1356 แจ้งเพียงหมายเลขรถ สถานที่ เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลให้หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็สามารถแจ้งมาที่เบอร์นี้ได้

    ภาพรวมกระทรวงคมนาคมมีความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน และขอให้ทุกท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาไปฉลองปีใหม่อย่างสวัสดิภาพและกลับมาทำงานด้วยความปลอดภัย อย่าดื่มสุราในเวลาขับรถ ถ้าดื่มสุราขอให้ใช้รถสาธารณะหรือให้อยู่กับที่ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือกฎหมายใหม่ออกมาแล้วคือห้ามดื่มสุราบนรถไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร คนขับ หรือพนักงาน เพราฉะนั้นอย่ามีการดื่มสุราบนรถโดยสารสาธารณะถึงที่หมายแล้วค่อยมีการสังสรรค์กันและพักผ่อนอย่าใช้ยานพาหนะ

    ปีที่ผ่านมาสถิติตัวเลขมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ยอดตัวเลขผู้เสียชีวิตก็ลดลง 7% แต่อย่างที่เรียนว่าคนเดียวก็รับไม่ได้เพราะมันเป็นความเสียหายมีผลต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะลดตัวเลขหลัก ๆ ลงให้ได้ตลอด ขณะเดียวกันรถสาธารณะที่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมโดยตรงนั้น ปีที่แล้วมียอดผู้เสียชีวิต 4 ราย ปีนี้ต้องน้อยลง แต่ก็มีข้อดีคือปีใหม่รถติดไม่สามารถวิ่งเร็วได้ เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุจึงไม่รุนแรง อุบัติเหตุที่พบมากคือรถจักรยานยนต์ที่ดื่มสุราเพราะภาพรวมปีที่แล้วกว่า 400 ราย แต่ในเครือข่ายของเรานั้น 225 รายที่เสียชีวิต

    อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมพร้อมคือทางบกจะมีกรมการขนส่งทางบกซึ่งรับผิดชอบโดยตรงเรื่องรถสาธารณะ  ทางหลวงชนบท ทางหลวงปกติ งานกรมทางหลวงซึ่งดูแลเส้นทาง บขส. ส่วน ขสมก. จะมีงานน้อยลงเพราะช่วงปีใหม่ไม่ค่อยมีประชาชนใช้บริการของ ขสมก. เพราะไม่มีคนอยู่กรุงเทพฯ ส่วนการเดินทางโดยเครื่องบินการบินไทย การท่าอากาศยานมีการเตรียมเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบริเวณเคาน์เตอร์เพิ่มมากขึ้น เพราะจะมีผู้โดยสารที่เดินทางในช่วงวันที่ 26 – 27 ธันวาคมค่อนข้างมาก ซึ่งกรมการบินพลเรือนมีหน้าที่ดูแลท่าอากาศยานภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กระบี่ อุดร ส่วนกรมเจ้าท่าจะดูแลท่าเรือเป็นหลักโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเพราะฉะนั้นทุกหน่วยเรามีการบูรณาการกันอย่างเต็มที่ และมีการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลตามพื้นที่ในท้องถิ่นต่าง ๆ

    “แอลกอฮอล์ถือเป็นตัวสำคัญและเป็นต้นเหตุหลักของการเสียชีวิต ผมคิดว่าเราสามารถฉลองปีใหม่ได้โดยไม่ต้องเมา และถ้าเราดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ต้องขับรถ อันนี้สำคัญที่สุด เพราะจะมีพี่น้องประชาชนที่ดื่ม         แอลกอฮอล์แล้วไปขับรถจักรยานยนต์และเกิดอุบัติเหตุทำให้กลายเป็นเรื่องเศร้ารับปีใหม่เป็นจำนวนมาก” เพราะฉะนั้นขอให้มีสติถ้าขับรถไม่ไหวจริง ๆ ขอให้ใช้รถสาธารณะ และห้ามดื่มสุราบนรถสาธารณะเพราะอันนี้เป็นกฎหมายแล้ว ผมมั่นใจว่ากระทรวงคมนาคมมีการเตรียมการอย่างเต็มที่และหน่วยงานต่าง ๆ ก็เข้าใจปัญหา ซึ่งคิดว่าเป้าหมายที่เราวางไว้คงจะทำได้สำเร็จลดไป 5% แต่อย่างที่เรียนว่า 5% ก็ยังมากอยู่เพราะเราไม่อยากให้มีความเสียหายหรือความสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ ต้องร่วมมือกันถ้าเกิดอะไรขึ้นขอให้โทรแจ้งมาที่เบอร์ 1356 เราสามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือได้

     

    ........................................................

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

     

     


    นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีลงนามถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

     

    วันนี้ (1 มกราคม 2556) เวลา 10.15 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หน่วยงานราชการ และคณะเอกอัครราชทูต เดินทางไปร่วมลงนามถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 ณ ห้องแดง ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง

    ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้จัดสถานที่ไว้ให้ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนทั่วไปร่วมลงนามถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดี ณ ศาลาว่าการพระราชวัง และในพระบรมมหาราชวัง เป็นประจำทุกปี

    ………………………………………

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    เกศกนก/รายงาน

     


    คณะหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนอวยพรปีใหม่นายกรัฐมนตรี

     

    คณะหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนอวยพรปีใหม่นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ได้ร่วมกันทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ

     

     

    วันนี้ (3ม.ค.56) เวลา 14.30 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล คณะหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชนเข้าอวยพรปีใหม่ พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้และผลไม้สดและของที่ระลึกให้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมีคณะผู้เข้าอวยพรปีใหม่ 2556 อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ  พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  พร้อมคณะ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี คณะเตรียมทหาร รุ่น 10 (ศูนย์กรกฏ) คณะพรรคเพื่อไทย คณะผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คณะผู้อำนวยการ สวทช.  คณะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง)  คณะสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะสำนักงาน ก.พ.ร.  คณะสำนักงาน กอ.รมน. คณะสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)  นายสุขุม เฉลยทรัพย์ นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ คณะผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) กลุ่มบริษัททีโอเอ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ แอสเซทพลัส จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแอสเซท พลัส จำกัด ฯลฯ

    ทั้งนี้ ตัวแทนของหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าว ได้กล่าวอวยพรนายกรัฐมนตรี ให้มีความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรง มีกำลังแรงกายและใจในการบริหารประเทศชาติ และพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป

    โอกาส นี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ได้ร่วมกันทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ พร้อมกล่าวอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จทั้งในการปฏิบัติหน้าที่และมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายและใจ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบของที่ระลึก (สมุดบันทึก และปากกา) ให้กับคณะตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าอวยพรปีใหม่ในครั้งนี้ด้วย

     

    ---------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

     


    “รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ” ประเดิมปีใหม่ เชิญ “กิตติรัตน์-เผดิมชัย” คุยเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย และมาตรการสนับสนุน ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญชวนประชาชนทั่วไปติดตามภาพรวมประเด็นเศรษฐกิจในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” พรุ่งนี้

    วันนี้ (4 ม.ค.56)  นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.56) เวลา 08.00 น. รายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ที่จะออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์  ทางรายการได้เชิญนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาพูดคุยในประเด็นภาพรวมเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย ในปี 2556 นอกจากนี้ยังรวมไปถึงประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ให้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ทั่วประเทศ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา อย่างละเอียด โดยเฉพาะมาตรการที่ภาครัฐ เตรียมการที่จะใช้ในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี อย่างชัดเจน จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปติดตามรายละเอียดได้ตามช่วงระยะเวลาดังกล่าว

    ----------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์


    รัฐบาลหวังให้ผลการสัมมนา “นานาชาติด้านอิสลาม” สร้างมิตรภาพ สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมเกียรติ

    รัฐบาลร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยอิสลามร่วมแถลงข่าวการสัมมนานาชาติด้านอิสลาม เปิดเวทีปราชญ์มุสลิมและนักวิชาการอิสลามศึกษา 40 ประเทศ รวมถกอิสลามศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลง : โอกาสและสิ่งที่ท้าทาย

    วันนี้ (4 ม.ค.56) เวลา 16.00 น ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และดร.ยูโซะ ตาเละ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษาร่วมแถลงข่าวสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ เรื่อง อิสลามศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลง : โอกาสและสิ่งที่ท้าทาย โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แขกผู้มีเกียรติ และผู้สื่อข่าวเข้าร่วมรับฟัง

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   กล่าวถึงความคาดหวังของรัฐบาลจากการสัมมนาว่า  การเปิดเวทีระดมแนวคิดจากปราชญ์ด้านอิสลามศึกษา และนักวิชาการจากต่างประเทศ และในประเทศ ครั้งนี้ นับเป็นการระดมความคิดเห็นครั้งสำคัญเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาด้านอิสลามศึกษาในประเทศไทยและนานาชาติ ให้มีความเข้มแข็ง มีมาตรฐานเดียวกัน และการบูรณาการอิสลามศึกษากับศาสตร์ต่างๆ ในรูปแบบของวิทยาการอิสลามที่ครอบคลุม อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นการเปิดมิติใหม่ด้านการศึกษาอิสลามศึกษาในประเทศไทย การสัมมนาครั้งนี้เน้นบทบาทของอิสลามศึกษาในสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสให้นักวิชาการร่วมหารือเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆ ที่ต้องเผชิญ  และเนื่องจากจังหวัดปัตตานี ในอดีตเป็นศูนย์กลางการศึกษา ศาสนาอิสลามศึกษาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่ยุคโบราณ หรือที่รู้จักในนาม “ระเบียงแห่งเมกกะ” จากความสำคัญดังกล่าว นักวิชาการนานาชาติ จึงเห็นพ้องกันว่าสมควรที่จะระดมนักปราชญ์ด้านอิสลามมาร่วมกำหนดทิศทางด้านอิสลามศึกษาที่จังหวัดปัตตานี

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า  “การสร้างความเข้มแข็งในหลักสูตรอิสลามศึกษานานาชาติ  ที่จะให้มีความเท่าเทียมกับนานาชาติ นั้น จำเป็นที่สถาบันการศึกษาจะต้องแสวงหาพันธมิตรทางวิชาการจากสถาบันอื่นๆ ที่จัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาทั้งในและต่างประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาไทยนิยมไปศึกษาเป็นจำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยอัลอัซฮาร์ ประเทศอียิปต์ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัฟริกา ประเทศซูดาน และมหาวิทยาลัยอัลบัยต์ ประเทศจอร์แดน เป็นต้น ซึ่งคาดว่าหากสามารถสร้างพันธมิตรทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่านี้ได้ด้วยการร่วมมือทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ แล้ว จะเป็นประโยชน์กับสถาบันการศึกษา และประเทศไทยในการพัฒนาวิชาการด้านอิสลามศึกษาเป็นอย่างยิ่ง   ซึ่งผลการสัมมนา นอกจากเป็นการสร้างมิตรภาพ และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศที่เข้าร่วมสัมมนา และเป็นการยกมาตรฐานด้านอิสลามศึกษา ของประเทศต่างๆแล้ว ยังส่งผลให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ และสังคมโลก และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย ให้สามารถก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมเกียรติ”

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่องอิสลามศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลง : โอกาสและสิ่งท้าทายว่า การสัมมนาเรื่องอิสลามศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลง : โอกาสและสิ่งท้าทาย เป็นมิติใหม่ทางด้านอิสลามศึกษาในประเทศไทย ที่จะได้รับรู้แนวคิดและประสบการณ์จากปราชญ์ด้านอิสลามศึกษานานาชาติจาก 40 ประเทศ  และนักวิชาการอิสลามทั่วโลก ร่วม  700  คน  เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอิสลามศึกษาในประเทศไทย ดังนั้นการสัมมนาครั้งนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งที่จะแสวงหาพันธมิตรทางวิชาการเพื่อพัฒนาอิสลามในประเทศไทยที่ยั่งยืนต่อไป  ซึ่งการสร้างความเข้มแข็งในหลักสูตรอิสลามศึกษาให้เท่าเทียมกับนานาชาติ นั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลก ที่จัดการเรียนการสอนด้านอิสลามศึกษา โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาไทยนิยมไปศึกษา

    การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีกำหนดการโดยสังเขปดังนี้  วันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2556 อ่านดุอาเปิดการสัมมนาโดย จุฬาราชมนตรี นายอาศิส พิทักษ์คุมพล  การปาฐกถาพิเศษ โดย H.E.Dr.Abdulaziz Othman Altwaijri ผู้อำนวยการ Islamic Educational, Scientific and Cultural Organization (ISESCO) , H.E.Prof.Dr.Koutoub Moustapha Sano รัฐมนตรีความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ สาธารณรัฐกีนี  , H.E.Prof.Dr.Umar Ubaid Hasnah ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและอิสลามศึกษา, รัฐมนตรีว่ากระทรวงศาสนสมบัติและกิจการศาสนา ประเทศกาตาร์ , Prof.Dr.Usamah Mohammad al Abed  อธิการบดีมหาวิทยาลัย

    อัล - อัซฮัร ประเทศอิยิปต์ และปาฐกถา โดย Prof.Dato’ Dr.Muhammad Kamal Hassan จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ ประเทศมาเลเซีย    และในภาคบ่ายจะเป็นการเปิดการสัมมนาโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และในวันที่ 15 มกราคม 2556 เป็นการนำเสนอผลงานวิชาการกว่า 20 หัวข้อ และกล่าวปิดการสัมมนาโดย รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา สำหรับในวันที่ 16 และ 17  มกราคม 2556 คณะผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเดินทางไปเยี่ยมชมชุมชนมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่ก่อนเดินทางกลับ ซึ่งจะทำให้นักวิชาการนานาชาติด้านอิสลามศึกษาได้ทราบว่าผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศไทย ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อาศัยอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยอย่างมีความสุขและเสมอภาค ไม่ต่างจากผู้นับถือศาสนาอื่นๆ

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า  การสัมมนาในครั้งนี้ เป็นโครงการต่อเนื่องจากการสัมมนานานาชาติเมื่อปี 2553 ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ ได้แก่อียิปต์  การ์ต้า  จอร์แดน  ซูดาน  ชาด แทนซาเนีย  ตุรกี  ปากีสถาน  จีน  ซาอุดิอารเบีย  โมร็อคโค  ตูนีเซีย มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  กัมพูชา และนักวิชาการในประเทศไทย รวม 413 คน ได้ประกาศปฏิญญาปัตตานี  ในการร่วมมือและสนับสนุนการศึกษาอิสลามศึกษาในประเทศไทย และกำหนดให้มีการจัดสัมมนาที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทุก ๆ 2 ปี   สำหรับการสัมมนานานาชาติในปี 2556 มีการนำเสนอบทความจากนักวิชาการต่างประเทศ และนักวิชาการไทย การวิพากษ์และเสนอแนะโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามศึกษาในกลุ่มประเทศแอฟริกา ยุโรป อเมริกา  และเอเซีย  การประชุมโต๊ะกลมโดยผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอิสลาม การประกาศข้อสรุป และจัดทำข้อตกลงโดยคณะผู้เข้าร่วมประชุม และเยี่ยมชมและศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของมุสลิมในจังหวัดภาคเหนือ   ซึ่งผลจากการสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับการจัดการศึกษาของวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้ก้าวสู่ความเป็นนานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน หรือ Asean Education Hub ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมุสลิมและสร้างสังคมสันติสุข และสมานฉันท์ที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ ในอนาคต

    ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  กล่าวว่า  วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นสถาบัน

    การศึกษาทางด้านอิสลามศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2533 ปัจจุบัน ได้ผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตในสาขาต่างๆ ทางด้านอิสลามศึกษา เช่น สาขาวิชากฎหมายอิสลาม อิสลามศึกษา ครุศาสตร์อิสลาม เศรษฐศาสตร์และการจัดการในอิสลามและสาขาวิชาตะวันออกกลางศึกษา โดยมีการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยมีความมุ่งมั่นจะพัฒนาเข้าสู่ความเป็นวิทยาลัยอิสลามศึกษานานาชาติต่อไป การพัฒนาที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเปิดการเรียนการสอนอิสลามศึกษานานาชาติ  ขึ้นโดยรับนักศึกษาไทยและต่างชาติเข้าศึกษาใช้ภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน  ปัจจุบันมีนักศึกษาในโปรแกรมอิสลามศึกษานานาชาติจำนวน  125  คน มีนักศึกษาไทยจำนวน 101 คน และมีนักศึกษาต่างชาติอีก 24 คน  จากประเทศจีน กัมพูชาและจากกลุ่มประเทศแอฟริกา

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต่อไปว่า  การสร้างความเข้มแข็งในหลักสูตรอิสลามศึกษานานาชาติ (ISIP) ให้มีความเท่าเทียมในระดับเดียวกับนานาชาติ นั้น จำเป็นจะต้องแสวงหาพันธมิตรทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ที่จัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษา และในขณะเดียวกันหลักสูตรอิสลามศึกษาจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมุสลิมและสร้างสังคมสันติสุขและสมานฉันท์ที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในอนาคต  ประกอบกับการสัมมนาครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้ผู้นำศาสนา และครูจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในประเทศไทยได้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาด้วย เพื่อที่จะได้นำความรู้ ไปถ่ายทอดให้เยาวชนได้รับทราบถึงความร่วมมือและแนวคิดของปราชญ์ด้านอิสลามศึกษาจากทั่วโลก

    ----------------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์

    นราวุธ รายงาน

    จักรกฤช ถ่ายภาพ


    นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนน้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่มาปฏิบัติ

    นายกรัฐมนตรีขอให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนน้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่มาปฏิบัติ พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดหามาตรการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภาคเหนือ

     

    วันนี้ (8ม.ค.56) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า นายกรัฐมนตรีแจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีขอให้ทุกคนน้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2556 มาปฏิบัติ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ผ่านมา ว่า ขอให้มีการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภาคเหนือ โดยมอบหมายนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบในการที่จะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามการดำเนินโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษา มหาราชินี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555  และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าไปดำเนินการในเรื่องการใช้ดาวเทียมในการตรวจรับการปลูกป่า ขณะที่ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ที่ปลูกป่าได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินโครงการประชาอาสาปลูกป่าฯ เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้และเห็นผลเป็นรูปธรรม อีกทั้ง ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดูแลประชาชนให้มีที่ดินทำกินด้วย

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รับทราบว่า ระหว่างวันที่ 17-18 มกราคม 2556 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

     

    --------------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วิไลวรรณ/รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีระบุนโยบายค่าแรง 300 บาท เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มค่าครองชีพประชาชน และกำลังบริโภคในประเทศ

    นายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลจะดูแลประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทและจากผลกระทบด้านอื่นๆ

     

    วันนี้ (8 ม.ค.56) เวลา 14.00 น. ณ บริเวณหน้าตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมได้มีการหารือมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาท หลัก ๆ 3 ด้าน คือ มาตรการด้านการเสริมสร้างรายได้ของผู้ประกอบการจากภาครัฐ การลดภาษี ลดค่าใช้จ่าย และการช่วยเหลือด้านเงินทุน สินเชื่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือเพิ่มผลผลิต ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ชี้แจงอีกครั้ง ส่วนผลกระทบกรณีที่ผู้ประกอบการรายย่อยเลิกจ้างคนงานโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมนั้น ต้องดูว่าเลิกจ้างกี่แห่ง ที่ไหนบ้าง พร้อมกับดูผลประกอบการด้วย เพื่อนำมาพิจารณาช่วยเหลือเป็นการเฉพาะราย หรือดูว่าจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง นอกจากนั้นต้องดูว่าผู้ประกอบการที่ปิดตัวลงมีผลพวงมาจากอย่างอื่นด้วยหรือไม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ศึกษารายละเอียดต่อไป

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าเพราะสาเหตุใดรัฐบาลจะดูแลและให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งเข้าไปดูปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง ส่วนการอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบว่าปัญหาไม่ได้มาจากการขึ้นค่าแรงนั้น ได้ให้กระทรวงพาณิชย์ดูสถิติการปิดตัวรายปี ผลประกอบการ ก่อนจะนำมาเป็นข้อมูลในการชี้แจงต่อไป โดยรัฐบาลมั่นใจว่านโยบายค่าแรง 300 บาท เป็นประโยชน์ทั้งในแง่การเพิ่มค่าครองชีพประชาชน และกำลังบริโภคในประเทศด้วย พร้อมกับดูแลผู้ประกอบการควบคู่กันไป เช่นเดียวกับกรณีที่ผู้ประกอบการขอความช่วยเหลือนั้น ทางรัฐบาลได้ตอบรับไปหลายมาตรการ พร้อมกับให้รองนายกฯ นายกิตติรัตน์หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว นอกเหนือจากการช่วยเหลือทั่วไป

    ---------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    นราวุธ รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีระบุต้องการเห็นประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เพื่อให้ประชาชนใช้ตรงความต้องการ เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

    นายกรัฐมนตรีเผยแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นแนวคิดของ รองนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่ใช่มติของใครใด ๆ ทั้งสิ้น

     

    วันนี้ (8 ม.ค.56) เวลา 14.00 น. ณ บริเวณหน้าตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีมีเสียงคัดค้านจากพรรคเพื่อไทยถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นแนวคิดของ รองนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่ใช่มติของใครใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลมีหน้าที่ทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าได้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย  สำหรับการโหวตวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ   ที่จะต้องไปหารือกับสมาชิกในรัฐสภาว่าวาระที่ค้างอยู่นี้จะทำอย่างไรต่อไป นอกจากนั้นก็คงต้องนำข้อแนะนำ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาพร้อมกัน ส่วนรัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไรนั้น รัฐบาลเป็นเพียงกระบวนการในการระดมความคิดเห็นเท่านั้นเอง ซึ่งก็ต้องรอคณะกรรมการในการทำงาน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ต้องการเห็นประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เพื่อจะให้ประชาชนสามารถที่จะใช้รัฐธรรมนูญได้ตรงความต้องการ เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ แต่ขณะเดียวกันไม่ต้องการเห็นการเร่งรัดจนทำให้เกิดความไม่สงบ ความไม่สามัคคีหรือทำให้ประชาชนเป็นกังวล ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราต้องพูดคุยกันมากกว่า และเมื่อไรที่มีความเห็นพ้องกันเมื่อนั้นก็คงเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ก็ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อน

    สำหรับกรณีที่จะใช้สถาบันการศึกษาเป็นตัวกลางในการช่วยหาทางออกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้มีการพูดคุยกันอย่างไรนั้น  นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นข้อเสนอจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทย รัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาโดยต้องรอคณะทำงานนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป อย่างไรก็ตามในความคิดเห็นนี้ ตนมองว่าเป็นความคิดที่ดี เนื่องจากต้องมีประเด็นในเรื่องของการตีความข้อกฎหมายซึ่งจะเห็นแล้วว่าข้อกฎหมายนั้นอยู่ที่มุมของการตีความด้วย ซึ่งจะต้องตีความตามตัวบทของรัฐธรรมนูญปี 50 และขณะเดียวกันก็ต้องตีความตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีผลอย่างไร ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้ข้อมูลเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น จึงต้องให้ผู้ที่มีความรู้ทางด้านของนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ โดยคณะอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญหารือก่อนว่าการตีความต่างๆนั้นเป็นอย่างไร เพื่อที่จะให้แต่ละกลุ่มได้มีความสบายใจในรายละเอียดเนื้อหาที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน

    --------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    นราวุธ รายงาน

     


    สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 8 มกราคม 2556

    วันนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี


    รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปล่อยขบวน “คาราวานน้ำใจ สู่น้องๆ ชายแดนใต้”เพื่อส่งความรักและความห่วงใยไปยังเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “คาราวานน้ำใจ สู่น้องๆ ชายแดนใต้” และร่วมพิธีปล่อยคาราวาน นำของขวัญจากผู้บริจาคสู่น้องๆ ชายแดนใต้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556

     

    วันนี้ (9 ม.ค.56) เวลา 10.00 น. ณ ลานหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “คาราวานน้ำใจ สู่น้องๆ ชายแดนใต้” และร่วมพิธีปล่อยคาราวาน นำของขวัญจากผู้บริจาคสู่น้อง ๆ ชายแดนใต้ โดยมีนายธีระพงษ์ โสดาศรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนผู้บริจาคของขวัญ แขกผู้มีเกียรติ เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ และผู้สื่อข่าวเข้าร่วม

    อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวรายงานพิธีปล่อย “คาราวานน้ำใจ สู่น้องๆ ชายแดนใต้” ว่า การจัดกิจกรรมรับบริจาคสิ่งของเพื่อมอบของให้เด็กในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งความรักและความห่วงใยไปยังเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเรามีความปรารถนาให้เกิดความสงบสุข  ได้รับรู้ถึงความห่วงใยที่มีให้ โดยผ่านทางสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นส่วนสร้างความสุขให้แก่เด็กๆ เหล่านั้น เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556 และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริจาคสิ่งของ เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน

    อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายความร่วมมือของกรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมบริจาคเงินร่วมสร้างความสุขให้แก่เด็กๆ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) การประปาส่วนภูมิภาค  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสิ่งของ ได้แก่ อุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ซึ่งล้วนแต่เป็นของที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อเด็กๆ ในชายแดนใต้ สำหรับสิ่งของที่ได้รับจากการบริจาคในครั้งนี้ ทางกรมประชาสัมพันธ์จะส่งมอบและกระจายไปยังเด็กๆ ในชายแดนใต้อย่างทั่วถึง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติในวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556 นี้

    รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดพิธีปล่อย “คาราวานน้ำใจ สู่น้องๆ ชายแดนใต้” ว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ดี และเป็นกิจรรมที่ส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน พร้อมกล่าวขอบคุณชื่นชมสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจด้วยการจัดกิจกรรมรับบริจาคสิ่งของให้เด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเสมือนสื่อแทนความรัก และความห่วงใยที่มอบให้แก่เด็กๆ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ พร้อมกล่าวขอขอบคุณองค์กรและผู้มีจิตศรัทธาที่ได้ร่วมบริจาคเงินและสิ่งของที่เป็นประโยชน์ให้แก่เด็กๆ ซึ่งได้ร่วมกันสร้างความสุขให้แก่เด็กที่อยู่ห่างไกล และร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่แท้จริงด้วยกัน

    หลังจากนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนผู้บริจาคของขวัญ และแขกผู้มีเกียรติร่วมทำพิธีปล่อยคาราวาน นำของขวัญจากผู้บริจาคสู่น้องๆ ชายแดนใต้

    -------------------------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    นราวุธ รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีกล่าวให้โอวาทเด็กและเยาวชนดีเด่นเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ 2556

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้เด็กและเยาวชนมีระเบียบวินัย ขยันหมั่นเพียร เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

     

    วันนี้ (9 มกราคม 2556) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวให้โอวาทเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย จำนวน 728 คน ที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ร่วมงานประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นางพนิดา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้ปกครอง และครูอาจารย์

     

    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ว่า เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 ได้นำเด็กและเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจากสังกัดทั่วประเทศเข้ารับโล่รางวัล จำนวน 728 คน พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเด็กและเยาวชนดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือกจากส่วนราชการ 17 หน่วยงาน และหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เป็นผู้ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด เรียนดี มีความประพฤติดี ช่วยเหลือสังคม หาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง จำนวน 501 คน ส่วนที่สอง เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติใน 5 ด้าน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 227 คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่าง ๆ พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนเอง ตลอดจนปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในสังคม เป็นกำลังสำคัญของชาติ และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

     

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนว่า สำหรับเด็กและเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกในวันนี้ ถือเป็นผู้ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ซึ่งการที่จะเป็นเยาวชนดีเด่นนั้น ไม่ใช่แค่การเรียนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี ปฏิบัติดี อยู่ในระเบียบวินัย มีความกตัญญู โดยเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชนในอนาคต ซึ่งเป็นการแสดงออกในด้านที่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับจากทั่วประเทศ หากเยาวชนมีความคิดที่ดี ขยันหมั่นเพียร ตั้งใจศึกษาหาความรู้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในการพัฒนาประเทศ

     

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า เนื่องในวันเด็กแห่งชาติที่จะมาถึงในวันเสาร์ที่ 12 มกราคมนี้ จากคำขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ที่ว่า “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” คำว่าวินัย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก การมีวินัยต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าที่ที่เราทุกคนต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ เป็นความหวังให้กับประเทศต่อไป

    .....................................................

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วีรพงษ์ รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีย้ำรัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนเด็กให้มีคุณภาพที่ดี

     

    วันนี้ (9 มกราคม 2556) เวลา 10.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์     ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เป็นเหมือนเช่นทุกปี คือ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ไปเข้าเยี่ยมชมห้องทำงาน และนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้า ยังมีกิจกรรมอีกมากมายภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล

     

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ฝากถึงเด็กและเยาวชนให้มีความกตัญญู มีระเบียบวินัย และให้ยึดคำขวัญวันเด็กปีนี้ คือ “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” เป็นแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลสนับสนุนเยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีคุณภาพที่ดี พร้อมสนับสนุนการศึกษาให้เท่าเทียมกันทั้งในชนบท และในเมือง และเสริมความรู้นอกห้องเรียน โดยเฉพาะการปฏิบัติ เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น

     

    ..................................................................

     

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วีรพงษ์ รายงาน

     


    นายกรัฐมนตรีเปิดงาน “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด

    นายกรัฐมนตรีเปิดงาน “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด" โดยขอให้อสม. ทุกคนที่รวมพลังกันช่วยรัฐบาลสอดส่องติดตามกลุ่มที่เป็นเป้าหมายนำกลับมาบำบัดรักษา เพื่อไม่ให้ผู้เสพหวนกลับไปมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดซ้ำอีก

     

    วันนี้ (9ม.ค.56) เวลา 15.00 น. ณ อาคาร 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด” เพื่อประกาศเจตนารมย์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่ออนาคตลูกหลานและประเทศ โดยมี นายประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก 50 เขต ของ กทม. จำนวน 5,000 คน  อสม.จากจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี จังหวัดละ 1,000 คน จังหวัดอยุธยาและสมุทรปราการ จังหวัดละ 500 คน ประธานชมรมและคณะกรรมชมรม อสม. ระดับจังหวัดทุกจังหวัดและกทม. คณะผู้บริหาร นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

    นายประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยการกำหนดให้มียุทธศาสตร์ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” ด้วยการรวมพลังทุกภาคส่วน เป็นพลังแผ่นดินในการต่อสู้กับยาเสพติด โดยยึดหลักผู้เสพ คือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม และมีกลไกการติดตามช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ รวมทั้งดำเนินการป้องกันกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป ไม่ให้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยึดหลักนิติธรรม ในการปราบปรามและลงโทษผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล ผู้ประพฤติมิชอบ มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการอย่างจริงจังในการป้องกันปัญหา ด้วยการแสวงหาความร่วมมือเชิงรุก กับต่างประเทศ ในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด สารเคมีและสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดที่ลักลอบเข้าสู่ประเทศ ภายใต้การบริหารจัดการแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพ  จากการดำเนินการหนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พลังแผ่นดิน เอาชนะยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง จริงจัง เพื่อให้ได้ลูกหลานกลับคืนสู่สังคม ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนช่วยกันดูแล ให้ผู้เสพได้เข้ารับการบำบัดรักษาให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่างๆ เฝ้าระวังและติดตาม ช่วยเหลือดูแลผู้ผ่านการบำบัดรักษา ให้มีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับการฝึกอาชีพ และใช้กีฬาบำบัดผู้ผ่านการรักษา ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพื่อไม่ให้ผู้เสพกลับไปมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดซ้ำอีก ทำให้ผู้เสพ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ปีแรก 4 แสนคน ได้เข้ามาบำบัดรักษาแล้วมากกว่า 4 แสนคน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นอย่างมาก

    แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกส่วนหนึ่งในพื้นที่ยาก หรือ Hard Land ในเมืองใหญ่ จังหวัดใหญ่ บางชุมชน ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องรวมสรรพกำลังแก้ไข ป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในปีที่ 2 ของการดำเนินงานยุทธศาสตร์พลังแผ่นดิน ปีพุทธศักราช 2556 เพื่อการเอาชนะยาเสพติดที่ยั่งยืน รัฐบาลมองการเป็นนโยบายระดับชาติมาในระดับพื้นที่ ชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกและลูกหลานมีอนาคตที่ดี  ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการบำบัดรักษาของพลังแผ่นดิน เอาชนะยาเสพติด และเป็นผู้ดูแลส่งเสริม พัฒนาศักยภาพ อสม. จำนวนหนึ่งล้านสี่หมื่นคนของประเทศ จึงได้ดำเนินการเพิ่มพูนความรู้และทักษะแก่ อสม. เพื่อเป็นพลังแผ่นดิน ในการเฝ้าระวัง ค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือ คืนหัวใจให้พ่อแม่  คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด เพื่อร่วมสร้างให้เกิดชุมชนเข้มแข็งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้น สำหรับการประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมปฏิบัติการและรับมอบนโยบาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ อสม. ให้มีความรู้ ความสามารถ ในการค้นหาผู้ป่วย ส่งต่อผู้ป่วย ร่วมดูแลป้องกัน ช่วยเหลือ เด็ก เยาวชน ประชาชนในชุมชน และติดตามผู้ป่วยหลังผ่านการบำบัดรักษา

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายต่อต้านยาเสพติด ว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนได้มารวมพลังกันอีกครั้ง ภายใต้โครงการในการพัฒนาศักยภาพ อสม. และการป้องกันปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้จัดโครงการ “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด” โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลานานหลายปี ดังนั้นทุกคนจะต้องรวมพลังกันแก้ไขปัญหาให้มากขึ้น เช่น การลดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งในการทำงานของรัฐบาลในปีที่ 2 ได้มีการรวมพลังในการแก้ปัญหายาเสพติดจากทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในเรื่องของการปราบปรามและการป้องกัน การแยกผู้เสพออกจากผู้ขาย โดยให้ถือผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่จะต้องได้รับการบำบัดดูแลรักษา เพราะผู้เสพทุกคนล้วนเป็นลูกหลาน เยาวชนและอนาคตของประเทศชาติ  ซึ่งตรงนี้กระทรวงสาธารณสุขจะได้เข้ามาทำงานร่วมกันบูรณาการกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาผู้เสพ และโครงการดังกล่าวในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงในการร่วมกันแก้ไขปัญหาและเอาชนะยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีการดำเนินโครงการในดูแลผู้เสพหลายโครงการทำให้ได้ลูกหลานกลับคืนสู่สังคมและเป็นอนาคตของประเทศ เช่น โครงการชุมชนอุ่นใจ ที่ได้มีการนำร่อง 12 ชุมชน ใน 10 จังหวัด และจะมีการขยายไปยังชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด” เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลเล็งเห็นถึงจุดแข็งของ อสม. ที่มี จำนวน 1,040,000 คน และเป็นผู้ที่มีจิตอาสาเข้าใจหลักการสาธารณสุขเป็นอย่างดี รวมทั้งรู้และเข้าใจในเรื่องของระบบในการที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ดังนั้นจึงขอฝากภารกิจให้ อสม. ทุกคนรวมพลังกันช่วยรัฐบาลในการสอดส่องติดตามกลุ่มที่เป็นเป้าหมายนำกลับมาบำบัดรักษา เพื่อไม่ให้ผู้เสพหวนกลับไปมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดซ้ำอีก อีกทั้งให้ร่วมกันเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาในชุมชน เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์และทำให้เข้าใจปัญหาสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องต่อไป

    นอกจากนายกรัฐมนตรีจะได้ฝากในเรื่องการป้องกันปราบปรามการแก้ไขปัญหายาเสพติดกับ    อสม. แล้ว ยังได้ฝากให้ อสม. ทุกคนประชาสัมพันธ์ โครงการของรัฐบาลในเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะโครงการบริการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขและทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึงและลดอัตราการตายของผู้ประสบอุบัติเหตุด้วย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรี กดปุ่มรูปไอคอนโลโก้งาน ณ Tablet ซึ่งปรากฏภาพโลโก้งานบนรูปหัวใจขึ้นที่จอภาพ เพื่อทำพิธีเปิดงาน ปฏิบัติการ “รวมพลัง อสม. คืนหัวใจให้พ่อแม่ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอด”  ก่อนที่ นายไพฑูรย์ บุญอารักษ์ ประธานชมรม อสม. แห่งประเทศไทย ได้นำกลุ่มตัวแทน อสม. กล่าวปฏิญาณตนแสดงเจตจำนงเพื่อเป็นพลังแผ่นดิน แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

    ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดแสดงไว้ ประกอบด้วย บูธที่ 1 อสม. ดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2555 สาขาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน บูธที่ 2 การค้นหา คัดกรอง บำบัดและติดตาม บูธที่ 3 การควบคุมตัวยาและสารตั้งต้นยาเสพติด  บูธที่ 4 การตรวจพิสูจน์สารเสพติด และบูธที่ 5 การป้องกันลูกหลานจากยาเสพติด เป็นต้น

     

    -----------------------

    กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

    วิไลวรรณ/รายงาน

    ธวัชชัย/ถ่ายภาพ

     


    นลินี นำทัพบุกตลาดแอฟริกา เสริมศักยภาพการค้าการลงทุนไทย

    ดร. นลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย นำคณะนักธุรกิจจากประเทศไทยเดินทางไปยังสาธารณรัฐโมซัมบิก เพื่อเปิดตลาดการค้าการลงทุนระหว่างกันโดยประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง

     

    ดร. นลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า ตนได้นำคณะนักธุรกิจจากประเทศไทยเดินทางไปยังสาธารณรัฐโมซัมบิก ระหว่างวันที่ 17 - 23 ธันวาคม 2555 เพื่อเปิดตลาดการค้าการลงทุนระหว่างกันโดยประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง ได้แก่ ภาคเอกชนของโมซัมบิกได้สั่งซื้อรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์จากประเทศไทย และจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการยานยนต์ขั้นต้นเพื่อพัฒนาเป็นโรงงานประกอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในโมซัมบิก นอกจากนี้ บริษัทวิทยุการบินของไทยได้ทำความตกลงกับกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารในการพัฒนาระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศ จัดทำระบบข้อมูลการบิน (Data Link) และอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของโมซัมบิก ส่วนในด้านการเกษตร ทั้ง 2 ประเทศ ได้วางแผนระยะยาวร่วมกัน โดยนักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง สัปปะรด และเตรียมลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อส่งออกสินค้าสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคแอฟริกา อีกทั้งไทยจะส่งออกข้าวเกรดต่าง ๆ ไปยังโมซัมบิก ก่อนที่ในอนาคตจะมีการลงทุนการปลูกข้าวและการจัดตั้งโรงสีข้าวในโมซัมบิกต่อไป

    สำหรับในด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากโมซัมบิกนั้น นักธุรกิจไทยได้สั่งซื้อเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อนำไปอบแห้งและส่งออกไปจำหน่ายในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ตลอดจนจะนำเข้าโพลิเอททีลีน (Polyethylene) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยด้วย

    โอกาสนี้ ผู้แทนการค้าไทยยังได้เข้าพบกับนายอาร์มันโด เอมิลิโอ กูเอบูซ่า ประธานาธิบดีสาธารณรัฐโมซัมบิก ณ ทำเนียบประธานาธิบดี โดยนายอาร์มันโดได้กล่าวชื่นชมและเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญของไทย อาทิ การเกษตร อุตสาหกรรม พลังงานทดแทน การประมง และการบริหารจัดการวิทยุการบินและการบริหารสนามบิน จึงจะขอรับการสนับสนุนและแลกเปลี่ยนความรู้กับประเทศไทย พร้อมทั้งยินดีให้การสนับสนุนแก่ประเทศไทยในทุกเรื่องด้วยเช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ สาธารณรัฐโมซัมบิกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นประเทศเกษตรกรรมที่กำลังพัฒนาทางด้านการประมงและการท่องเที่ยวตามชายฝั่งทะเล ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กม. เพราะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ ทั้งนี้ ระหว่างเดือน ม.ค. – ก.ค. 55 การค้าระหว่างไทยและโมซัมบิกมีมูลค่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 80 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ ข้าว น้ำมันสำเร็จรูป ปูนซีเมนต์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก

    “โมซัมบิกเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญซึ่งเป็นที่ต้องการของไทยในหลายด้าน เช่น การเกษตร แร่ธาตุ และประมงทะเล โดยขณะนี้โมซัมบิกกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าและการลงทุนในอนาคต และที่สำคัญยังเป็นเมืองท่าเพื่อเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกากว่า 50 ประเทศ และเป็นหนึ่งใน 18 ประเทศ ที่ได้ประกาศเป็น Free Trade Zone ของแอฟริกา ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของนักธุรกิจชาวไทยที่ต้องการขยายตลาดการลงทุนในประเทศนี้” ดร. นลินี กล่าว

     


    รัฐบาลชวนเที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติ 2556 ณ ทำเนียบรัฐบาล

    รัฐบาลขอเชิญเยาวชนเที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยจัดงานภายใต้แนวคิด “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ในวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. พร้อมเปิด 5 โซนกิจกรรมความบันเทิงอันทันสมัยที่สอดแทรกสาระความรู้ให้แก่เยาวชน

     

    รัฐบาลขอเชิญเยาวชนเที่ยวงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 (CHILDREN’S DAY) ณ ทำเนียบรัฐบาล  โดยจัดงานภายใต้แนวคิด “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน” ในวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. พร้อมเปิด 5 โซนกิจกรรมความบันเทิงอันทันสมัยที่สอดแทรกสาระความรู้ให้แก่เยาวชน ได้แก่

    1. โซน เรียนรู้ ภูมิใจ ตึกไทยคู่ฟ้า  

    2. โซน เรียนรู้ ร่วมใจ ก้าวไปในอาเซียน

    3. โซน เรียนรู้ ร่วมพัฒนาเด็กไทย สดใสสู่อนาคต

    4. โซน เรียนรู้ รักษาวินัย เด็กไทยพัฒนา

    5. โซน อนาคตชาติก้าวไกล ศักยภาพเด็กไทยน่าทึ่ง

    ไฮไลท์ภายในงาน อาทิ  (1) การเปิดให้ชมห้องต่างๆ ภายในตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมเปิดโอกาสพิเศษให้เด็กและเยาวชนนั่งเก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยจัดเป็นรอบการเข้าชม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้าชมห้องต่าง ๆ ภายในตึกไทยคู่ฟ้าได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด (ผู้ปกครอง 1 คนต่อเด็ก 1 ครอบครัว), (2) ร่วมสนุกในเมืองแห่งวินัย ซึ่งเป็นเมืองจำลองกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องวินัย พร้อมร่วมถวายคำสัญญาต้นกล้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ,  (3) ชมการแสดงการเล่านิทานคำขวัญเรื่อง “ดีมากจ๊ะ”  นิทานที่แต่งจากคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556, (4) กิจกรรมหนูน้อยยุวโฆษก ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ร่วมกิจกรรมสาธิตการแถลงข่าวและร่วมสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี, (5) การแสดงมายากลชุดพิเศษ,  (6) ร่วมชมนิทรรศการส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามช่วงวัย สร้างเด็กไทยมั่นคงแข็งแรง, (7) นิทรรศการสุขภาพเด็กและเยาวชนไทย “ครอบครัวสร้างสุข”, (8) นิทรรศการเรียนรู้เรื่องประชาคมอาเซียน (AEC) และบูธประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ (หมู่บ้านอาเซียน), (9) นิทรรศการทางด้านเทคโนโลยีสำหรับเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ,  นิทรรศการด้านการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย, (10) การให้บริการด้านสุขภาพ อาทิ การบริการทันตอนามัย จากคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และการให้บริการตัดผมฟรี เป็นต้น โดยการจัดงานในครั้งนี้เด็กและเยาวชนจะได้ทั้งความสนุกและความรู้ผ่านเกมส์อินเตอร์แอคทีฟต่าง ๆ พร้อมรับของที่ระลึกอีกมากมาย

    สำหรับเด็กและเยาวชนทุกคนที่ได้เข้าชมภายในตึกไทยคู่ฟ้า จะได้รับของที่ระลึกจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ “กระเป๋าแห่งการเรียนรู้” ภายในบรรจุเครื่องเขียน และของที่ระลึกต่าง ๆ รวมถึงการ์ตูนความรู้ เรื่อง “นายกรัฐมนตรีของเรา” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และความรู้เรื่องทำเนียบรัฐบาล โดยกระเป๋าเป้ดังกล่าวจะมีลายเซ็นของนายกรัฐมนตรีด้วย พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนฟรีตลอดการจัดงาน

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก แขวง เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-288-4000

    Facebook: th-th.facebook.com/ThaiKhuFah  หรือ  www.thaigov.go.th

     

    ข้อมูลสำคัญ งานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 โดย สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

    ชื่องาน วันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล

    วันเวลา วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556

    ระยะเวลา 1 วัน

    เวลาเปิด-ปิด 08.00 น.– 15.00 น.

    สถานที่ ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพ 10300

    คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

    “รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน”

    แนวคิด รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน

    นโยบายการจัดงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล

    สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นำแนวคิดจากคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 ของนายกรัฐมนตรี มาจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวความคิดดังกล่าว ปลูกฝังในเรื่องการักษาวินัย การใฝ่เรียนรู้ และความรู้เรื่องประชาคมอาเซียน เพื่อให้ผลการดำเนินการจัดงานออกมาเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมีการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ มากมาย เพื่อให้งานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล มีรูปแบบอย่างชัดเจน มีสาระความรู้เป็นประโยชน์ และความทันสมัย เปิดประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ ให้แก่เด็กและเยาวชนไทย รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติในทุกระดับ คือ ระดับชุมชน จังหวัด และระดับประเทศ  เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพของเด็กและเยาวชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    วัตถุประสงค์

    1. เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ให้มีมาตรฐานในเชิงนโยบาย  และเป้าหมายเดียวกัน ในการตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

    2. เพื่อสร้างกระแสการรับรู้ถึงความสำคัญของ “เด็กและเยาวชนไทย” เป็นทรัพยากรบุคคล อันมีค่าสำหรับประเทศ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย

    3. เพื่อเป็นการกระตุ้นประชาชนภายในประเทศ ให้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องสิทธิ บทบาท หน้าที่ของเด็กและเยาวชนไทย

    4. เพื่อพัฒนา และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยมีระเบียบวินัย และใฝ่การเรียนรู้ พร้อมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ และพร้อมในทุกๆด้าน เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

    สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ให้มีแนวความคิดชัดเจนกว่าที่เคยจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา ในรูปแบบใหม่ที่มีแนวคิด  ความทันสมัย สาระความรู้ และความเหมาะสมที่เด็กและเยาวชนไทยจะได้รับประโยชน์  โดยกำหนด

    1. ชื่องานว่า “วันเด็ก ( CHILDREN’S DAY ) ทำเนียบรัฐบาล”

    2. การเรียบเรียงเสียงประสาน เพลง “หน้าที่เด็ก”

    เพลง “หน้าที่เด็ก” ประพันธ์คำร้องโดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์  และเอื้อ สุนทรสนาม แต่งทำนอง  ได้มีการนำเพลงนี้ไปเปิดทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ในวันเด็กแห่งชาติทุกปี จนถึงทุกวันนี้  ในการจัดงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ ได้นำบทเพลง “หน้าที่เด็ก”  มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ แต่ยังคงรักษาเนื้อร้องและทำนองเดิม เพื่อให้มีความน่าสนใจต่อเด็กและเยาวชนไทย

    3. การเขียนเรียงความถึงนายกรัฐมนตรี “เรื่องดีๆ ที่หนูอยากเล่า” ในหัวข้อเรื่อง “เด็กไทยใฝ่เรียนรู้”

    วัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วประเทศ สามารถถ่ายทอดความคิด และจินตนาการ รวมทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ผ่านกิจกรรมการเขียนเรียงความ โดยพิจารณา แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้  อายุ 6-8 ปี  อายุ 9-11 ปี  อายุ 12-14 ปี

    รางวัลสำหรับผู้ที่ได้รับคัดเลือ

    - เกียรติบัตรจาก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

    - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้ร่วมบันทึกเทปรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ในวันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

    - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้เข้าร่วมกิจกรรม “งานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล” ในวันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

    - กระเป๋าแห่งการเรียนรู้

    *หมายเหตุ: รางวัลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียด และแบบฟอร์มได้ที่

    Facebook: th-th.facebook.com/ThaiKhuFah หรือ www.thaigov.go.th

    4. การ์ตูนความรู้  “นายกรัฐมนตรีของเรา”

    ภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับ บทบาทและหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี  ความรู้เรื่องทำเนียบรัฐบาล และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    5. การเผยแพร่นิทานคำขวัญในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556

    โดยนำแนวคิดจากคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2556 มาแต่งเป็นนิทาน แฝงไปด้วยแนวคิด วินัย ใฝ่เรียนรู้ และประชาคมอาเซียน เด็กและเยาวชนไทยหรือผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดได้จาก Facebook: th-th.facebook.com/ThaiKhuFah หรือทาง www.thaigov.go.th

    6. ของที่ระลึกงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล “กระเป๋าแห่งการเรียนรู้” มอบให้กับเด็ก ๆ ที่มาเที่ยวงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล เป็นกระเป๋าเป้สะพาย ด้านหน้ากระเป๋าพิมพ์ตราสัญลักษณ์งานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล  คำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2556 และลายเซ็นนายกรัฐมนตรี ในกระเป๋าประกอบไปด้วย อุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือการ์ตูนความรู้ เรื่อง “นายกรัฐมนตรีของเรา” และของขวัญอื่นๆ

    Highlights กิจกรรมเสริมสร้างการรักษาวินัย การเรียนรู้ และประชาคมอาเซียน เพื่อในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ในเรื่องของการรักษาวินัย และการใฝ่เรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งองค์ความรู้เรื่องประชาคมอาเซียน จึงได้เตรียมกิจกรรมที่มีสาระความรู้ และความสนุกสนาน พร้อมทั้งความบันเทิงมากมายภายในงาน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 15.00 น. โดยได้แบ่งโซนกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล ได้แก่

    1. โซน เรียนรู้ ภูมิใจ ตึกไทยคู่ฟ้า

    กิจกรรมการนำชมตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี เด็กๆ นั่งเก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรี และเข้าเยี่ยมชมห้องต่างๆ ภายในตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีผู้นำชม คอยให้ความรู้ของตึกไทยคู่ฟ้า และประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจของตึกไทยคู่ฟ้า ตลอดการนำชมและรับมอบของที่ระลึก “กระเป๋าแห่งการเรียนรู้”

    วันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล ในปี 2556 ได้มีการบริหารจัดการเวลาในการชม เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยที่มาร่วมงานได้เข้าชมกันอย่างทั่วถึง

    2. โซน เรียนรู้ ร่วมใจ ก้าวไปในอาเซียน

    การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ และการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนรู้ข้อมูลทั่วไปของแต่ละประเทศ ในรูปแบบของเกมอินเตอร์แอคทีฟที่น่าสนใจรวมทั้งความสนุกสนาน

    กิจกรรมเปิดตัว แสตมป์วันเด็ก ประจำปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นภาพการ์ตูนเด็กๆ ในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ กิจกรรมการประทับตราในหนังสือเดินทาง (PASSPORT) ในการเยี่ยมชมบูธต่างๆ ของแต่ละประเทศให้ครบทั้ง 10 ประเทศ เพื่อแลกรับรางวัล การถ่ายภาพในเครื่องแต่งกายของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนลงบนแผ่นแสตมป์

    3. โซน เรียนรู้ ร่วมพัฒนาเด็กไทย สดใสสู่อนาคต

    การจัดกิจกรรมนิทรรศการ “ส่งเสริมการพัฒนาเด็กตามช่วงวัย สร้างเด็กไทยมั่นคงแข็งแรง” เป็นนิทรรศการข้อมูลความรู้การพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 18 ปี ในรูปแบบการจำลองโลกแห่งการเรียนรู้ โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งการเล่นเกมส์และกิจกรรมบนเวที การจัดแสดงแท็บเล็ตสำหรับผู้พิการทางสายตาซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตาได้มีโอกาสสัมผัสและใช้ประโยชน์ของแท็บเล็ต โดยความร่วมมือจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ นิทรรศการสุขภาพเด็กและเยาวชนไทย “แข็งแรง ฉลาด อารมณ์ดี มีความสุข” (Good health start here) จากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และการศึกษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

    4. โซน เรียนรู้ รักษาวินัย เด็กไทยพัฒนา

    เป็นโซนกิจกรรมการปลูกฝังวินัยให้กับเด็กและเยาวชนไทย ตระหนักถึงความสำคัญของคำว่าระเบียบวินัย ในรูปแบบของการจำลองเมืองแห่งการเรียนรู้เรื่อง “การรักษาวินัย” โดยแต่ละกิจกรรม จะเป็นฐานจำลองเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การใช้สัญญาณไฟจราจร หรือใช้สะพานลอย ในการข้ามถนน, การแยกขยะ, การประหยัดพลังงาน, กิจกรรม ร่วมถวายคำสัญญาต้นกล้า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ให้เด็ก ๆ ร่วมกันเขียนความคิดในเรื่องของการทำความดีถวายในหลวง, การเข้าแถวเพื่อใช้บริการกิจกรรมตรวจสุขภาพช่องปากและเล่นเกมส์กับทันตกรรมภายในตึกบัญชาการ 1

    5. โซน อนาคตชาติก้าวไกล ศักยภาพเด็กไทยน่าทึ่ง

    การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทย ให้ได้แสดงออกถึงความสามารถทางด้านต่างๆ ในด้านการเสริมสร้าง พัฒนาความสามารถ และการส่งเสริมในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตขึ้นเป็นประชากรที่มีศักยภาพที่พร้อมจะพัฒนาสังคมและประเทศไทย ให้ยั่งยืน โดยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในทำเนียบ และหน่วยงานภาคเอกชนมากมาย

    สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจ จะนำตราสัญลักษณ์

    “งานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล” และเพลง “หน้าที่เด็ก” ไปใช้ในการจัดกิจกรรมสามารถดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลได้ที่ Facebook: th-th.facebook.com/ThaiKhuFah  หรือ www.thaigov.go.th

    สิ่งอำนวยความสะดวกภายในงาน

    - ศูนย์อำนวยการและการประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการงานวันเด็ก (CHILDREN’S DAY) ทำเนียบรัฐบาล 2556 พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ

    และรับฝากของบริเวณทางเข้า ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

    - จุดบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม ฟรี จากหน่วยงานภาคเอกชน

    - ศูนย์อาหาร ส่วนจำหน่ายอาหาร  เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน

    - ห้องสุขา กระจายจุดรถสุขาเคลื่อนที่ทั่วบริเวณงานอย่างเพียงพอ และนอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมห้องสุขาสำหรับ

    ผู้พิการ ไว้อีกด้วย

    การเดินทาง

    - รถประจำทาง สาย 10, 16, 23, 70, 99, 201

    - ปอ.16, 23, 70, 503, 505, 509, 515, 521

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก แขวง เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 e-mail: Facebook: th-th.facebook.com/ThaiKhuFah หรือ thaigov.go.th

    ติดต่อสอบถามปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ได้ที่หมายเลข: 02-9622023

    Call Center สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี: 02-288-4000

    ------------------------------

    สำนักโฆษก

     


(Page 1) | 2 | 3 | 4 | .... | 60 | newer